ประชาธิปัตย์เปิดตัว ”อนุชา บูรพชัยศรี“บอกตรงๆ ไม่ว้าว ชายหลายโบสถ์
…….
ตรงไปตรงมาครับ ไม่ได้ดูหมิ่นดูแคลนอะไร การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว “อนุชา บูรพชัยศรี” ลงชิงผู้ว่าฯกทม ภาพ “ไม่ว้าว” แม้แต่แฟนคลับประชาธิปัตย์เองก็พากันร้องผิดหวัง
การเปิดชื่อ อนุชา บูรพชัยศรี ของ พรรคประชาธิปัตย์ ลงชิงผู้ว่าฯ กทม. มันสะท้อนหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทั้งข้อจำกัดของพรรค สภาพฐานเสียงเดิม และโจทย์เอาตัวรอดทางการเมือง มากกว่าความหวือหวาแบบ “เปิดชื่อแล้วการเมืองสะเทือน”
ประเด็นที่ทำให้ “ไม่ว้าว” มีอยู่หลายชั้นครับ
1. ภาพจำทางการเมืองของอนุชา “กระจัดหลายค่าย” นี่คือจุดสำคัญที่สุด
คนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะชนชั้นกลางเมือง มักให้ค่ากับ “ความชัดทางจุดยืน” พอสมควร แต่เส้นทางของอนุชาช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาเหมือนรถไฟเปลี่ยนรางหลายสถานี
เกิดทางการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ ย้ายไปซบลุงตู่ พรรคพลังประชารัฐ ย้ายตามลุงตู่ไปรวมไทยสร้างชาติ เมื่อดูแล้วรวมไทยสร้างชาติจะไม่รอด ย้ายไปภูมิใจไทย แล้วกลับมาประชาธิปัตย์อีก
ในทางการเมืองอาชีพ เรื่องนี้ไม่แปลก เพราะนักการเมืองจำนวนมากต้องไหลตาม “กระแส-โครงสร้างอำนาจ” แต่ในเชิงอารมณ์ของผู้เลือกตั้ง กทม. มันทำให้ภาพ “นักการเมืองแบรนด์ประชาธิปัตย์” เจือจางลงมาก
ยิ่งเคยเป็นโฆษกรัฐบาลยุค ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย คนจำนวนหนึ่งจึงมองว่าอนุชาเป็น “คนของอำนาจเดิม” มากกว่า “ตัวแทนคนกรุงเทพฯ รุ่นใหม่”
เลยเกิดอาการ “ก็เคยได้ยินชื่อนะ…แต่ไม่ตื่นเต้น”
จะเล่าให้ฟังครั้งอยู่รวมไทยสร้างชาติ อนุชาตามลุงตู่ไปหาเสียงที่ตรัง ผมอยู่นครศรีฯ เห็นว่าไม่ไกลมากนัก ช่วยเพื่อนเดินทางไปร่วมทำข่าว ระหว่างประยุทธ์ ปราศรัยอยู่ ผมกำลังถ่ายวีดีโอ ยืนห่างจากประยุทธ์ประมาณ 2 เมตร อนุชามาดึงหูกางเกงผม ทำนองให้ถอยห่างออกมาหน่อย ผมหันไปมองหน้า แต่พยายามเก็บอารมณ์และความรู้สึกไว้ ไม่แสดงออกให้เสียการเสียงาน แต่นักการเมืองไม่ควรทำแบบนี้ ปกป้องนายจนเกินเหตุ
2.ประชาธิปัตย์กำลังขาดคนที่เป็น“ตัวละครเอกทางการเมือง”
ยุคหนึ่งประชาธิปัตย์มีนักการเมือง กทม. แบบจำง่ายเป็นแพ็กเกจ เช่น
สุขุมพันธุ์ บริพัฒน์อภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือยุคก่อนหน้ามีชนะ รุ่งแสง
หรือสายการเมืองใหญ่แบบกรณ์ จาติกวณิช เป็นต้น
แต่ตอนนี้พรรคเหมือนขาด “หน้าใหม่ที่เป็นภาพอนาคตของกรุงเทพฯ”
ชื่อของ พงศกร ขวัญเมือง หรือ “เอิร์ธ” จึงถูกพูดถึงมากกว่า เพราะบุคลิกดูเป็นคนเมืองรุ่นใหม่ พูดสื่อได้ คล่องโซเชียล และมีต้นทุนจากสายผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง แต่ปัญหาอายุไม่ถึง 35 ปี จึงยังขาดคุณสมบัติ
พรรคจึงเหมือนต้องหยิบ “คนที่พร้อมลงได้เลย” มากกว่าคนที่ดีที่สุดในเชิงกระแส
3. การส่งอนุชา อาจเป็น “การรักษาฐาน” ไม่ใช่ “หวังชนะ”
นี่อาจเป็นหัวใจของเกมนี้
ถ้าดูสภาพจริงของ กทม. วันนี้ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ใช่สนามง่ายของประชาธิปัตย์อีกต่อไปแล้ว ฐานเสียงเดิมแตกกระจายไปหลายพรรค ทั้งพรรคประชาชน เพื่อไทย ยังมีกลุ่ม“ไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์” ที่เทไปหาคนแบบ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อีกต่างหาก
ดังนั้นการส่งอนุชาอาจไม่ใช่สูตร “แลนด์สไลด์” แต่เป็นสูตร “รักษาพื้นที่-รักษาแบรนด์-รักษาเครือข่ายเขต”
เพราะอนุชามีจุดแข็งที่คนมองข้าม คือ รู้ระบบราชการบริหารแบบเอกชน เรียนรู้ระบบราชการ มีคอนเนกชั่นหลายขั้ว เคยเป็น ส.ส.กทม. ทำงานสื่อสารการเมืองได้ในฐานะอดีตโฆษกรัฐบาล ไม่ใช่มือใหม่สนามเมืองหลวง
4. ปัญหาของประชาธิปัตย์ตอนนี้ไม่ใช่แค่ “ตัวผู้สมัคร”แต่คำถามว่า พรรคยังมี “ความหมายอยู่ไหม” สำหรับคนกรุงเทพฯ หรือไม่
สมัยก่อน แค่ติดโลโก้ประชาธิปัตย์ก็มีแต้มใน กทม.แต่ตอนนี้แบรนด์พรรคไม่ได้ขลังแบบเดิมแล้ว
คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่า ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนหนึ่งก็ไหลไปพรรคลุงหรือสายขวาใหม่แล้วไม่น้อย
พอพรรคยังหา positioning ใหม่ไม่เจอ ต่อให้เปลี่ยนตัวผู้สมัคร ก็อาจไม่เกิด “ว้าว” อยู่ดี
สรุปว่า การเปิดชื่ออนุชา มันไม่ใช่อารมณ์ “ส่งแม่ทัพใหญ่บุกเมืองหลวง”
แต่คล้าย “เอาคนที่ยังพอจัดทัพได้ ลงประคองธงก่อน“จึงไม่แปลกที่เสียงตอบรับจะออกแนว
“อืม…ก็ได้อยู่ แต่ไม่ถึงกับฮือฮา หรือว้าว”
#นายหัวไทร
#ศึกชิงผู้ว่ากทม
#อนุชา_บูรพชัยศรี
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
