โฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

วิเคราะห์ เจาะลึก มุมมองการเมือง พบกับนายหัวไทรนักข่าวหัวเห็ด จาก ปลายด้ามขวานชายแดนใต้

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

"จะเอาป่าทับลานไปทำอะไร"

 "จะเอาป่าทับลานไปทำอะไร"





นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยายานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่ายินดีรับฟังเสียงของประชาชน กรณีมติครม. จะเอาป่าสงวนอุทยานแห่งชาติทับลาน 265,286ไร่ มาเข้าโครงการ OneMap และยกที่ดินเข้าสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (สปก.)


โครงการ OneMap มีเป้าหมายให้ทุกส่วนราชการใช้แผนที่เดียวกันในการแก้ปัญหาข้อโต้แย้ง ต่างฝ่ายต่างมีแผนที่ของตัวเอง ซึ่งน่าจะเป็นผลดี แต่ในทางปฏิบัติเมื่อไปยึดสัดส่วน 1:4000 จึงก่อให้เกิดปัญหามีที่ดินเหลือ จึงจะยกให้ สปก.ไปจัดสรรให้เกษตรกรทำกิน จะแน่ใจได้อย่างไรว่าที่ดินจะตกถึงมือเกษตรกร ไม่ไปอยู่ในมือของนายทุน


ในวงประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่ดินก็ตั้งข้อกังวลเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่รัฐบาลก็ยังจะเดินหน้าเพิกถอนพื้นที่บางส่วนของอุทยานแห่งชาติทับลาน เอาไปให้แจกจ่ายกัน


ประเด็นข้อสงสัยทำไมต้องยึดสัดส่วน 1:4000 เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไป 265000 ไร่ ซึ่งตามหลักวิชาการ ต้องมีพื้นที่ป่าไม่น้อยกว่า 25% เมื่อหลายปีก่อนพบว่า เรามีพื้นที่ป่าไม่ถึง 18% เวลาผ่านมาหลายปี ไม่รู้ว่าเวลานี้เรามีพื้นที่ป่าเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ 


เราจึงไม่ควรสูญเสียพื้นที่ป่าไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มีเพียบจะร่วมกันรณรงค์ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า รณรงค์ให้ปลูกป่าเพิ่มขึ้น แต่ผู้ดูแลป่ากลับจะยกพื้นที่ป่าให้เอาไปทำลายกัน เป็นเรื่องที่คนไทยรับไม่ได้ และไม่ต้องอ้างว่า ต้นเรื่องมาจากรัฐบาลก่อน ถ้าไม่เห็นชอบก็ยกเลิกได้ แค่มติ ครม.


น่าแปลกใจว่าเรื่องนี้ “แอบทำกันเงียบๆ”มาโผล่เป็นข่าวเมื่อต้องทำประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นของประขาชน เสียงค้านจึงอื้ออึงขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเอาพื้นป่าที่ดีที่สุดของชาติ ไปพัฒนาแบบผิดๆ ป่าทับลานมีพื้นที่รวมกันถึง 1,398,000ไร่ รัฐบาลจะเอาไปใช้ในชุดแรก 18.59%


ปรากฏการณ์ทึ่เกิดขึ้น มรดกโลกกำลังถูกคุกคามครั้งใหญ่ ประชาชนเริ่มออกมาปกป้องกันแล้ว ถ้าไม่ออกมาอาจจะสายเกินแก้ ผลงาน สปก.ที่นายทุนเอามาทำรีสอร์ท กว่า 400 แห่งยังไม่สามารถรื้อถอนได้ทั้งๆที่มีคำสั่งศาลให้รื้อถอนแล้ว นี่คือการสะสมปัญหาใหม่ชัดๆ


จากความพยายามให้ต่างชาติสามารถเช่าที่ดินไทยได้ถึง 99 ปีและยังจะให้ต่างชาติถือครองคอนโค ได้อีก 75%เรื่องนี้ยังไม่จบ จะมาเอามาทับลานไปพัฒนาอีกแล้วจะพัฒนาอะไรกันนักหนา ขยันผิดปกติไปหรือเปล่า?

     ทรัพยากรป่าไม้ของเรา เหลือน้อยเต็มทีแล้ว อย่าให้ใครมาทำลายอีกเลย หาวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นเถอะครับ

 #นายหัวไทร

 #ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

 #saveทับลาน

ขอบคุณภาพไทยนิวส์



สรุปผล การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่ อ.สุไหงโก-ลก

สรุปผล การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่ อ.สุไหงโก-ลก

                                                          













 ประกาศสรุปผลการประชุมเพื่อสรุปผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ที่ อ.สุไหงโก-ลก







เมื่อวันศุกรที่ 28 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 - 12.00 น.  เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องปลายสยาม ชั้น 10 โรงแรมเก็นติ้ง อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส





โดยได้รับเกียรติจาก นายอนิรุทร บัวอ่อน นายอำเภอสุไหงโก-ลก เป็นประธานเปิดการประชุม มีผู้เข้าร่วมการประชุมรวมทั้งสิ้น 167 คน 





โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ด้านวิศกรรม โดยทางโครงได้นำไปประกอบการศึกษาต่อไป

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผช.ศอ.บต.เป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยการสาธารรณสุขสิรินธร ยะลา “การสร้าง เครือข่ายผู้บริหารและการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม”

 

 นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง  ผช.ศอ.บต.เป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยการสาธารรณสุขสิรินธร ยะลา “การสร้าง เครือข่ายผู้บริหารและการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม”

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. ได้มอบหมายให้ นายแพทย์สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา โดยกลุ่มงานพัฒนากำลังคน ร่วมกับ วิทยาลัยนักบริหารสาธารณสุข บรรยายในหัวข้อ “การสร้าง เครือข่ายผู้บริหารและการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม” บรรยายรูปแบบในชั้นเรียน ณ โรงแรมหรรษาเจบี อำเภอ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 


การดำเนินการจัดโครงการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุขระดับกลาง รุ่นที่ ๓๗ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗ ซึ่งจัดอบรมระหว่างวันที่ ๑๗ มิถุนายน - ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยอบรมรูปแบบออนไลน์ผสมผสานกับในชั้นเรียน ณ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา และ โรงแรมหรรษาเจบี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ สมรรถนะในด้านการบริหาร จัดการ และการบริหารงานตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับนักบริหารระดับกลาง และเป็นเวทีในการ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เสริมสร้างเครือข่ายในการทำงาน 

โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นบุคลากร สาธารณสุข จำนวน ๘๖ คน  ทาง ศอ.บต.เองให้ความสำคัญการพัฒนาบุคลากรทุกระดับเพื่อทำหน้าที่บริการประชาชนให้ดีที่สุด วันนี้ 6 ชั่วโมง ที่ได้ถ่ายทอดการทำงานให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่วิชาชีพของตนเอง  ภาระกิจหลักของกระทรวงสาธารณสุข การออกแบบการบริการเพื่อให้ได้best service การบริการแบบองค์รวมที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา การใช้ชีวิต work life balance 



การเชื่อมั่นการทำความดี การสร้างเครือข่ายด้วยการเป็นผู้ให้ และอีกมากมาย มีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ตบมือ หลายคนบอกทำให้มีพลังใจพลังบวก จะนำไปปรับการทำงานของตัวเอง อื่นๆ ขอบพระคุณทุกท่านมากๆ ที่ทำให้วิทยากรมีความสุข ไม่หิว ไม่เหนื่อยเลยครับ

คนไทยเตรียมเฮมหาลัยนราฯสกัดสารจากน้ำผึ้งชันโรงบรรจุแคปซูลต้านมะเร็งและอัลไซเมอร์แห่งแรกในโลก(มีคลิป)

 คนไทยเตรียมเฮมหาลัยนราฯสกัดสารจากน้ำผึ้งชันโรงบรรจุแคปซูลต้านมะเร็งและอัลไซเมอร์แห่งแรกในโลก(มีคลิป)




ก่อนอื่นเรามารู้จักกับชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว ภาษามาลายูเรียกว่า กือลูโล๊ะ ที่เป็นแมลงตัวเล็กๆคล้ายผึ้งหลวงที่ไม่มีเหล็กใน อาหารสุดโปรดจะเป็นเกสรดอกไม้ทุกชนิด ทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจึงมีการผสมผสานจากดอกไม้นานาพันธุ์ รวมไปถึงน้ำหวานจากพืชสมุนไพร ทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจะมีคุณภาพสูงมีกลิ่นหอมรสชาดอร่อยหวานอมเปรี้ยว ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งรสชาดจากตามธรรมชาติ และน้ำผึ้งชันโรง เป็นที่ยอมรับว่ามีคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา ในการยับยั้งและบรรเทาอาการโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้




 ผศ ดร.ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการคณะเกษตร ที่ได้งบประมาณการวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ จากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ได้นำคณะเจ้าหน้าที่วิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ติดตามความคืบหน้าในการวิจัยผลจากสกัดสารจากน้ำผึ้งชันโรง ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จ.นราธิวาส ก่อนลงพื้นที่จริงที่วิสาหกิจชุมชนฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง ม.2 ต.ปูโยะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ภายในสถาบันศึกษาปอเนาะฮายาตุซซอฮาบะห์ 

ก้าวแรกที่ได้เดินเข้าไปในสถาบันปอเนาะแห่งนี้ เราจะพบกับตอไม้นาๆชนิด ที่ด้านบนของตอไม้จะเป็นถาดไม้ทรงสี่เหลี่ยมและมีกระเบื้องหลังคาปิดทับด้านบนไว้อีกชั้นหนึ่ง วางเรียงรายในบริเวณที่ร่ม ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความเขียวขจีและร่มรื่น และที่บริเวณตอไม้ต่างๆจะมีลักษณะเหมือนกับมีช่องหรือรูเล็กๆที่มีตัวชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว จำนวนหนึ่งบินหรือตอมอยู่ที่บริเวณดังกล่าว เมื่อสอบถามจึงทราบว่า เป็นรังหรือบ้านของตัวชันโรง หรือผึ้งจิ๋วอาศัยอยู่ ซึ่งมีจำนวน 150 ลัง

จากการสอบถาม นายสุดิรมัน สาแม็ง ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง ทราบว่า ฟาร์มชันโรงหรือผึ้งจิ๋วแห่งนี้ ได้ริเริ่มทำฟาร์มชันโรง หรือผึ้งจิ๋ว มาเป็นเวลานานกว่า 7 ปี เริ่มแรกเดิมทีพบว่าน้ำหวานหรือน้ำผึ้งจากชันโรงมีราคาแพง และแถวบริเวณบ้านที่พักอาศัยโดยรอบ เป็นพื้นที่ติดต่อกับแนวเขตของป่าพรุโต๊ะแดง ซึ่งจะพบเห็นชันโรงหรือผึ้งจิ๋วบินหาอาหาร เมื่อเป็นเช่นนี้ถือว่าธรรมชาติเอื้ออำนวย จึงได้ปรึกษากับสมาชิกในครอบครัวลงทุนเงินก้อนหนึ่ง เพื่อสร้างเป็นฟาร์มชันโรงขึ้น ด้วยการศึกษาสายพันธุ์ของชันโรงว่ามีสายพันธุ์อะไรบ้าง ต่อมาจึงได้ตระเวนซื้อหาชันโรงจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณ ต.ปูโยะ ที่ชันโรงได้พากันมาทำรังที่ต้นไม้ของชาวบ้าน ซึ่งในจุดนี้ถือว่าทำให้ชาวบ้านมีรายได้ด้วย โดยรับซื้อในราคาท่อนหรือตอละ ประมาณ 200 บาทขึ้นไปขึ้นอยู่กับชันโรงว่าไปทำรังที่ต้นไม้หรือท่อนไม้หรือตอไม้เนื้อแข็งหรือเนื้ออ่อน ถ้าไม้เนื้อแข็งจะมีราคาที่รับซื้อแพงกว่า

จากนั้นเมื่อได้ชันโรง หรือผึ้งจิ๋วที่รับซื้อจากชาวบ้านแล้ว ก็จะแยกเป็นสายพันธุ์ต่างๆ นำไปเรียงไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ ซึ่งสายพันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในขณะนี้เป็นสายพันธุ์อิตาม่า โตราซิก้า และอาพิคาลิส โดยเฉพาะสายพันธุ์อิตาม่า จะให้น้ำหวานหรือน้ำผึ้งที่มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ซึ่งปัจจุบันฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง ได้ขยายกิจการไปเลี้ยงชันโรง หรือผึ้งจิ๋ว ในพื้นที่ อ.สายบุรี อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งมี 3 สาขาด้วยกัน 

ประเด็นสำคัญการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว หัวใจสำคัญคือในช่วงการเปิดถาดหรือรังในการเก็บน้ำหวาน หรือ น้ำผึ้ง เราต้องเก็บน้ำหวานในถ้วยที่ชันโรงสร้างไว้ในถาด หรือ ในแต่ละรัง ให้หมดหรือเกลี้ยงสนิท มิเช่นนั้นหากน้ำหวานหรือน้ำผึ้งตกค้าง ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว จะไม่นำน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่ไปตระเวนดูดจากดอกไม้ชนิดต่างๆ มาวางใส่ไว้ในถ้วย แต่ชันโรงจะสร้างถ้วยขึ้นมาใหม่ ซึ่งถือว่าเสียรายได้และโอกาสที่เราต้องรอชันโรง หรือผึ้งจิ๋ว สร้างถ้วยขึ้นมาใหม่ แทนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ด้านนายสุดิรมัน ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ตนตัดสินใจหันมาเลี้ยงชันโรง หรือ ผึ้งจิ๋ว ถือว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี มีผู้บริโภคจากทั่วสารทิศสั่งชื้อสินค้าไม่ขาดสาย อาทิ เชียงใหม่ นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช เป็นต้น แถมยังมีผู้บริโภคจากประเทศมาเลเซียก็สั่งชื้อเช่นกัน เนื่องจากฟาร์มชันโรง หรือผึ้งจิ๋วของเราทั้ง 3 สาขา ในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมของทุกปี น้ำผึ้งชันโรงจะมีสีเขียวมรกต หรือชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่าน้ำผึ้งมรกต ซึ่งได้มาจากน้ำหวานจากดอกเสม็ดที่เบ่งบานในบริเวณป่าพรุ  มีคุณค่าทางอาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยา จึงเป็นที่มาที่ไปทางมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ นำน้ำผึ้งชันโรงในฟาร์มไปวิจัยสกัดสารป้องกันรักษาช่วยยัยยั้งรักษาหรืออาการของโรคมะเร็งและเซลล์อัลไซเมอร์ดังกล่าว 

ผู้บริโภคท่านใดสนใจลิ้มลองน้ำผึ้งชันโรง ที่มีกลิ่นหอมรสชาติหวานอมเปรี้ยว รับประกันจะถูกใจอย่างแน่นอน โดยจำหน่ายบรรจุแบบขวดมีทั้งปลีกและส่ง โดยขวดขนาดบรรจุ 270 กรัม จำหน่ายปลีกในราคาขวดละ 350 บาท ส่งราคาขวดละ 250 บาท และขวดบรรจุขนาด 750 กรัม จำหน่ายปลีกในราคาขวดละ 1,200 บาท ส่งราคาขวดละ 800 บาท และหากมีการสั่งซื้อเป็นจำนวนมากเราก็จะลดราคาให้อีก ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามหรือสั่งซื้อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 065 3929024 นายสุดิรมัน สาแม็ง หรือ ติดต่อทางเพจ sudir shop, เพจ ฟาร์มชันโรงพรุโต๊ะแดง และ เพจ stingless bee 



ด้าน ผศ ดร.ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กล่าวว่า ได้ทำน้ำผึ้งของชันโรงในรูปแบบผงขึ้นมาแล้ว ได้บรรจุแคปซูลเรียบร้อยหมดแล้ว ก็เหลือแต่ขั้นการทดสอบกับเซลล์มะเร็งและเซลล์อัลไซเมอร์ว่าผลจากสารที่สกัดมาเนี่ยมันจะมีผลช่วยยัยยั้งหรือว่ารักษาโรคหรืออาการได้อย่างไรต่อไป



จึงถือว่าเป็นความโชคดีของคนไทย ที่ไม่นานเกินรอและความหวังกับการต่อสู้ของโรคร้ายมาตลอดทั้งชีวิตจะหายไป กับน้ำผึ้งชันโรงที่ทางมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ กับการวิจัยและได้สกัดสารจากน้ำผึ้งชันโรงเป็นผงบรรจุแคปซูล ที่ถือว่าเป็นแห่งแรกในโลก ที่ภาวนาให้ประสบความสำเร็จโดยเร็ว

คืบหน้าแล้ว ‼️ แหลมสมิหลา - หาดชลาทัศน์ อำเภอเมืองสงขลา

 คืบหน้าแล้ว ‼️  แหลมสมิหลา - หาดชลาทัศน์ อำเภอเมืองสงขลา 

นายเจือ ราชสีห์ ได้รับแจ้งจากจังหวัดสงขลา กรณี ที่ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ได้รับความสะดวกเมื่อมาเที่ยวแหลมสมิหลา - หาดชลาทัศน์ อำเภอเมืองสงขลา เนื่องจากไม่มีห้องน้ำสาธารณะ(ห้องอาบน้ำ-ล้างตัว , ห้องสุขา) ให้บริการ 🚻

“วันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว อย่างเร่งด่วน ครับ”


🔴 ผมขอขอบคุณ : ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และโยธาธิการและผังเมือง จ.สงขลา อีกครั้งหนึ่ง ครับ


#นายเจือราชสีห์

#ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

#สู้ให้ทุกปัญหาพึ่งพาได้ทุกเรื่อง

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (มีคลิป)

 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (มีคลิป)








คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรมริเวอร์ ปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี



     เมื่อวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่ายสิทธิมนุษยชนได้แก่ สถาบันพระปกเกล้า สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสภาประชาสังคมชายแดนใต้ จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้ และการเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรมริเวอร์ ปัตตานี ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 






























โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เกี่ยวกับแนวทางการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง ๓ ฉบับ การดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และพัฒนากระบวนการช่วยเหลือ เยียวยา

ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และคำสั่งใด ๆ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ สื่อมวลชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่บังคับใช้กฎหมายความมั่นคง    จำนวน 100 คน


     โดยการเสวนาในวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการเสวนา และปาฐกถา หัวข้อ “บทบาท กสม. กับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”  ต่อมาเป็นกิจกรรมสันติสนทนา ( Peace Dialogue ) หัวข้อ “บริบทของการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุชาติ  เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ





โดยมีวิทยากร  นางพาตีเมาะ  สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานี ด็อกเตอร์ ขดดะรี  บินเซ็น ที่ปรึกษาพรรคประชาชาต  พันตรี พนมกรณ์  พันพรมมา  ผู้แทน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค ๔ ส่วนหน้า พันตำรวจโท เสกสันต์ คงคืน  ผู้แทนศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า นายดนัย  มูสา ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด็อกเตอร์ธตรฐ สนธิเณร สถาบันพระปกเกล้า  นายอับดุลกอฮาร์  อาแวปูตะ  ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม  นางสาวละม้าย  มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ นายพงษ์ศักดิ์ พรหมสังข์  ประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ และนายอับดุลเลาะ  เงาะ  ประธานเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD)

ดำเนินรายการโดย  ด็อกเตอร์ อภิญญา ดิสสะมาน สถาบันพระปกเกล้า



ภาคบ่ายเป็นกิจกรรม Justice Discussion หัวข้อ กระบวนการยุติธรรมภายใต้การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  


โดยมีวิทยากร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทธิชัย  งามชื่นสุวรรณ  คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พันตำรวจเอก รังษี มั่นจิตร ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง สำนักงานอัยการสูงสุด (ผ่านระบบสื่อออนไลน์  นายอาดิลัน  อาลีอิสเฮาะ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม  นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ  ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม  นางสาวนริศราวัลถ์  แก้วนพรัตน์ นายอัรฟาน  ดอเลาะ  รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และ นายวันสุกรี  แวมามะ  นายอำเภอเมืองปัตตานี 

 ดำเนินรายการโดย  นายไพโรจน์  พลเพชร  ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  และนาย สุเรนทร์  ปะดุกา  ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้

     และในวันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2567 ช่วงเช้าเป็นกิจกรรม Human Rights Circle หัวข้อ “การเยียวยาความเสียหายผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”





โดยมีวิทยากร  นายแพทย์ณัฐกร  จำปาทอง  ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์  นายนันทพงศ์  สุวรรณรัตน์  รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  ผู้ช่วยศาตราจารย์แพร  ศิริศักดิ์เกิง  อาจาย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา วิทยาลัยศิลปากร  นางโชรยา  จามจุรี  เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ นายอนันต์  โตงนุแย  สำนักงานยุติธรรมจังหวัดยะลา นางสาวภัสนันท์  ทรัพย์เจริญ  ผู้แทนศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางฟารีดา  บันจอร์  สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ และ นายแวกอเดร์  แวโน๊ะ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการขอรับการช่วยเหลือเยียวยา 

ดำเนินการโดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กุสุมา กูใหญ่  ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 




      โดยกระบวนการรับฟังความคิดเห็น” เพื่อกำหนดพัฒนาและจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จากผู้เข้าร่วมสัมมนาจากทุกภาคส่วน




  

     และช่วงท้ายของการสัมมนาเป็นการกล่าวสรุปการสัมมนาเชิงปฏิบัตรการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็นทั้ง 3 เวทีที่ผ่านมาโดย นางสาวศยามล  ไกยูรวงศ์  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและกล่าวปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และจัดทำข้อเสนอแนะในการบังคับใช้และเยียวยาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 




     ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแนวปฏิบัติที่สอดคล้องเหมาะสมกับหลักสิทธิมนุษยชนในการบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมและการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากเครือข่ายภาคประชาสังคม องค์กรเอกชน ภาควิชาการ เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานของรัฐเพื่อนำไปทบทวนแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และเพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและร่วมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป







     ประพันธ์  ฤทธิวงศ์  บรรณาธิการเว็ปไซต์ สื่อออนไลน์ ปลายด้ามขวานชายแดนใต้ /ภาพข่าว