โฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

วิเคราะห์ เจาะลึก มุมมองการเมือง พบกับนายหัวไทรนักข่าวหัวเห็ด จาก ปลายด้ามขวานชายแดนใต้

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ 5 มีนาคม 2567 สัมมนาสื่อไทยกับสื่อมาเลเซีย สังสรรค์วันนักข่าว พร้อมลงนาม MOU กับสมาคมนักข่าวมาเลเซีย

 สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ 5 มีนาคม 2567 สัมมนาสื่อไทยกับสื่อมาเลเซีย สังสรรค์วันนักข่าว พร้อมลงนาม MOU กับสมาคมนักข่าวมาเลเซีย  (มีคลิป)


















นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล  นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย (สนต.) เปิดเผยว่า ด้วยในวันที่ 5 มีนาคม 2567 “วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ” หรือ “วันนักข่าว” สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้ฯ ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องมาทุกปี 

โดยปีนี้ ขอเชิญสมาชิกสมาคมฯ เข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และร่วมงาน”สังสรรค์วันนักข่าว” พร้อมร่วมสัมมนาทางวิชาการ ความร่วมมือระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้ฯ กับ สมาคมสื่อมวลชนของประเทศมาเลเซีย 

ในมิติการพัฒนา การท่องเที่ยว วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการสื่อสาร พร้อมลงนามตกลงความร่วมมือ MOU ระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้ฯ กับ สมาคมนักข่าวมาเลเซีย 


วันอังคารที่ 5 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุมกรุงเทพ โรงแรมบีพี แกรนด์ทาวเวอร์ ถ.เสน่หานุสรณ์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จึงขอเรียนเชิญ กรรมการ ที่ปรึกษา และ สมาชิกสมาคมฯ เข้าร่วมประชุม โดยพร้อมเพรียงกัน

วาระการประชุม วันที่ 5 มีนาคม 2567

เวลา 12.00 น. กรรมการ/ ที่ปรึกษา พร้อม ณ ห้องประชุม

เวลา 12.30 น. เปิดรับการลงทะเบียนสมาชิก

เวลา 14.00 น. เปิดการสัมมนาทางวิชาการ ความร่วมมือระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กับ สื่อมวลชนของประเทศมาเลเซีย ในมิติการพัฒนา การท่องเที่ยว วิถีชีวิต วัฒนธรรม และ การสื่อสาร

เวลา 16.00 น. ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย

เวลา 17.00 น. มอบทุนการศึกษา บุตร-ธิดา สมาชิกสมาคม และสมาชิกที่ขอรับสวัสดิการ

เวลา 18.30 น. เริ่มงานสังสรรค์“วันนักข่าว”

เวลา 19.00 น. ลงนามเอ็มโอยูระหว่างสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กับ สมาคมนักข่าวประเทศมาเลเซีย


#ไชยยงค์มณีรุ่งสกุล #ประชุมใหญ่สามัญสนตประจำปี2566 #สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย #KasemLimaphan #เกษมลิมะพันธุ์ #วันนักข่าว #วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ครบรอบ 7 ปี ทุกกำลังใจ คือ พลัง!สู่ เว็ปไซต์ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้ ที่มุ่งมั่น ก้าวสู่มั่นคง สู่ปีที่ 8

   

ครบรอบ 7 ปี ทุกกำลังใจ คือ พลัง!สู่ เว็ปไซต์ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้ ที่มุ่งมั่น ก้าวสู่มั่นคง สู่ปีที่ 8 


เว็ปไซต์ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้    7 ปี ที่มุ่งมั่น  ก้าวมั่งคง สู่ปีที่ 8    ขอขอบคุณ   จากใจจริง ที่ให้เราได้อยู่เคียงข้าง ทุกสถานการณ์ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา 




จากใจ..บรรณาธิการและเจ้าของผู้ดำเนินการเว็ปไซต์ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้


เนื่องในโอกาสครบรอบ เว็ปไซต์ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้    7 ปี ของการก่อตั้งและก้าวย่างสู่ปีที่8 ซึ่งได้ก่อตั้ง
 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์  2560 ถึง วันที่ 26 กุมภาพันธ์  2567

  ผมก็ต้องขอบอกว่า  ตลอดระยะเวล7  ปี ที่ผ่านมานี้  การทำข่าวหรือ การทำคอนเทนท์ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วงการสื่อมวลชน  แทบจะเปลี่ยน พลิกโฉม  เพราะการเข้ามาของกระแสโซเซียลมีเดีย   อย่างสื่อดิจิทัล ที่ทุกคนแทบจะกลายเป็นสื่อกันไปหมด  เพราะอยู่ที่ไหน ก็สามารถรายงานข่าวได้ เพียงแต่มีโทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ต

 


      ดังนั้นการปรับตัว และปรับเปลี่ยนรูปแบบ การทำคอนเทนท์ ให้ทันสมัย และปรับรับมือกับวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลกการสื่อสาร ได้ทันเวลาและมุมมองใหม่ๆ เข้าถึง ผู้อ่าน ผู้บริโภค จึงเป็นสิ่งจำเป็น การทำสื่อสมัยใหม่  เพื่อให้ตรงใจ ผู้อ่านให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ทางเว็ปไซต์ ได้ยังขยายฐานผู้อ่านไปในทุกช่องทาง นอกจากเว็ปไซต์หลัก

    ก็มีเพจ เฟส   ไลน์  ยูทูป  ทวิตเตอร์  และติ๊กต๊อก และเครือข่ายโลกโซเซียล มารองรับ ในขณะที่เว็ปไซต์ปลายด้ามขวานชายแดนใต้ ได้มียอดวิวมากว่า 1 ล้าน แสนกว่าวิว  ถึงแม้จะเป็นสื่อเล็กๆ แต่ก็มีเครือข่าย จุดโฟกัส ชายแดนใต้สู่โลกโซเซียล

จึงขอขอบคุณ  ทุกๆท่าน  จากใจจริง ที่ให้เราได้อยู่เคียงข้าง ทุกสถานการณ์ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

 


 

    ผมจึงหวังว่า  จะได้รับการสนับสนุน  จากทุกๆหน่วยงาน องค์กร และที่สำคัญทีมงานนักข่าวทุกๆท่าน สมาชิกและผู้อ่านทุกๆท่าน อย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะก้าวสู่ปีต่อไป อย่างมั่งคง ด้วยคอนเทนท์ และข่าวสาร ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

 

    เว็ปไซต์ ปลายด้ามขวานชายแดนใต้  เป็นสื่ออิสระ  สื่อกลาง ส่องทุกมุมมอง สะท้อนทุกความจริง  การเสนอข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์  รายงาน อย่างชัดเจน  สู่โลกโซเซียล  เป็นสื่อที่อยู่คู่สังคมไทย ในการสร้างสรรค์ เพื่อประเทศชาติต่อไป

                                                ประพันธ์   ฤทธิวงศ์   เจ้าของเว็ปไซต์ บรรณาธิการ สื่อออนไลน์ ปลายด้ามขวานชายแดนใต้

 

 

ถามนายกฯเศรษฐา “วัวโลละร้อย จะขายได้กี่โมง ขายที่ไหน” โรงเชือด-เกษตรกรจี้รัฐ ลืมตาดูความจริง

 ถามนายกฯเศรษฐา “วัวโลละร้อย จะขายได้กี่โมง ขายที่ไหน” โรงเชือด-เกษตรกรจี้รัฐ ลืมตาดูความจริง

 


ช่วงแรกของการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลนายเศรษฐาจะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประชาชนกลุ่มเกษตรกรรากหญ้า ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ถูกตำหนิว่า “มือไม่ถึง” เพราะพรรคเพื่อไทยโปรโมตตัวเองว่า เป็นมือแก้เศรษฐกิจ

 


แต่ความหวังของประชาชนกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลเศรษฐา จากความคาดหวังสูงสุด ต้องยอมรับว่า วันนี้เริ่มถดถอย เพราะนโยบายหลายอย่างที่ประกาศไว้ไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ต้องพูดถึงนโยบายเงินดิจิตัล ที่เวลานี้ยังหาข้อสรุปกันไม่จบ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทอยู่ที่ไหน ปริญญาตรี 25000 บาท ยังไม่ขยับ ราคาผลผลิตการเกษตรไม่เห็นหน้าเห็นหลัง

 

ปัญหาภาคเกษตร ในห้วงแรก รัฐบาลมีท่าทีขึงขัง เอาจริงเอาจริง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น 3 เท่า อย่างปัญหาการลักลอบการนำเข้าเนื้อสัตว์ ทั้งหมู เนื้อเถื่อน ตีนไก่เถื่ิแรกน ยางพาราเถื่อน แรกๆ ข้าราชการหลายคนหนาวๆร้อนๆ เดินสายตรวจค้นโกดัง ข้าราชการโดนเด้ง แต่ผ่านมา 4-5 เดือนแล้ว เรื่องนี้ก็เหมือนจะจับมือใครดม เอาผิดไม่ได้ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมที่เป็นตัวหลักสำคัญในการออกมาเคลื่อนไหวแฉเรื่องนี้ ออกมา ยอมรับว่า “คดีหมูเถื่อนตีนไก่สวมสิทธิ์ ถูกแทรกแซงคดีเงียบ ก็เป็นมวยล้มต้มคนดู รัฐบาลก็ทอดทิ้งเกษตรกร”

 

เมื่อครั้งประกาศโชว์ผลงาน 60 วันแรก เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พลิกโฉมประเทศไทย นายเศรษฐา แถลงว่า ประเทศจีนและองค์กรทางด้านรัฐวิสาหกิจที่ลงทุนเกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านอาหาร ปศุสัตว์ และเกษตรกรรม ที่ซาอุดิอาระเบียถึงความต้องการเนื้อวัวจากประเทศไทย ระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศมีความต้องการเนื้อวัวที่ชำแหละแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ไทยมีโรงเชือดที่ใหญ่ที่สุดคือที่จังหวัดชุมพร เชือดได้วันละ 200 ตัวเท่านั้น ในขณะที่บราซิลมีกำลังการผลิตในการเชือดวัวสูงถึง 45,000 ตัวต่อวัน รัฐบาลก็กำลังพิจารณาสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ในการเชือด พร้อมทั้งคำนึงถึงหลักศาสนาอาหารฮาลาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น 3 เท่าตามนโยบายที่ประกาศไปก่อนหน้านี้


ครบ 6 เดือน (180 วัน) ก็ยังโชว์ลีลาแสดงวิสัยทัศน์ 8 ด้าน อย่างไร้ความหวัง ไม่กล้าโชว์ผลงาน มีแต่บอกเรื่องจะทำในอนาคต

 

วันนี้โรงเชือดที่ชุมพร ก็ยังมีปัญหาสภาพคล่องไม่มีเงินไปซื้อวัวมาเชือด ได้ยินข่าวมาว่า ทำเรื่องขอสินเชื่อจากแบงก์รัฐ ก็ไม่ได้ อ้างเงื่อนไขติดปัญหาสารพัด ทั้งๆที่เป็นนโยบายรัฐ แต่ดูเหมือนกลไกราชการไม่ยอมตอบสนอง

 

นายหัวไทรไปเยี่ยมชมโรงเชือดชุมพรมาแล้ว ถือว่าเป็นโรงเชือดที่ได้มาตรฐาน แต่ยังมีปัญหาสภาพคล่องอย่างที่ว่า วัวเข้าโรงเชือดต่อวันยังไม่เพียงพอกับศักยภาพในการเชือดต่อวันถึง 200 ตัว


ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งเหมือนกันว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวเนื้อบ้านเราก็ยังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นมาตรฐาน ยังต้องยกระดับขึ้นไปอีก อย่างโครงการโคบาลชายแดนใต้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคบาลชายแดนใต้งบประมาณกว่า 1,566 ล้านบาท โดยเฉพาะในระยะนำร่อง เริ่มกังวล อาจจะเป็นหนี้ในอนาคต เพราะกู้รัฐมาทำโครงการ


แม่พันธุ์วัวขนาดเล็ก ไม่แข็งแรง ผลัดตกโคลนและไม่สามารถลุกเองได้ และแม้สมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจเลี้ยงโคทาชิมะ ตำบลกระเสาะ อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี จะช่วยมันขึ้นมา แต่ความอ่อนแอของมัน จึงไม่อาจขุนให้เป็นแม่พันธ์ที่สมบูรณ์ได้แล้ว จึงต้องขายเพื่อรอเชือดในราคา 6,000 บาท ทำให้ขาดทุนทันที 11,000 บาท เนื่องจากกลุ่มเกษตรที่เข้าร่วมโครงการโคบาลชายแดนใต้ งบประมาณ 1,566 ล้านบาท จำเป็นต้องซื้อแม่พันธุ์วัวมาในราคาตัวละ 17,000 ตามสัญญาในโครงการ


ในฐานะเคยไปเห็นปัญหาขออนุญาตนำเสนอ คือ ถ้าโรงเชือดที่ชุมพร ซึ่งถือว่า มีความพร้อมที่สุดแล้วยังทำไม่ได้ตามศักยภาพ ก็อย่าไปคิดว่า จะมีนโยบายสร้างโรงเชือดที่นู้นที่นี่อีก เพราะงบลงทุนหลักเป็นพันล้านต่อโรง จะกลายเป็นเรื่องหวานคอแร้ง

 

วันนี้ราคาโคเนื้อมีชีวิตขายได้กิโลกรัมละ 75 บาท ขณะที่ต้นทุนกิโลกรัมละ 80 บาท ถ้ารัฐบาลมัวดีแต่พูด อีกไม่นานเกษตรกรจะจนลงอีก 3 เท่า ไม่ใช่รวย 3 เท่า

ทางออกเรื่องนี้ #นายหัวไทรแนะต้องทำคู่ขนานหลายเรื่อง คือ

1.ต้องทำให้โรงเชือดเดินหน้าสายการผลิตได้ เพราะโรงเชือดซื้อโคเนื้อเข้าไปเชือดกิโลกรัมละ 100 บาท

2.การลดต้นทุนค่าอาหารเลี้ยงโคเนื้อไม่เกิน 70 บาท แต่ให้คุณภาพคงเดิม ภาครัฐต้องเร่งรัดให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

3.เกษตรกรหรือฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยกรมปศุสัตว์เข้าไปตรวจรับรอง

4.สมาคม-สหกรณ์ผู้โคเนื้อรวบรวมโคเนื้อปลอดสารเร่งเนื้อแดงจากฟาร์มที่ผ่านการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ ส่งโรงฆ่าสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการ

5.โรงฆ่าสัตว์ต้องตัดแต่งซากโคให้เป็นชิ้นส่วนตามมาตรฐานสากลพร้อมจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก (ถ้าตลาดมีรองรับจริงตามที่รัฐบาล กล่าวอ้าง)

6.กรมปศุสัตว์ทำความตกลงกับผู้ขออนุญาตนำเข้าเนื้อโคที่ยกเว้นภาษีภายใต้ FTA ขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศด้วยการซื้อชิ้นเนื้อโคของเกษตรกรแทนการนำเข้า

7.กรมปศุสัตว์ขอยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 100 ล้านบาท ให้โรงฆ่าสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการยืมใช้เป็นเงินหมุนเวียน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2% (สถาบันการเงินของรัฐเรื่องมาก ไม่ยอมปล่อย)

ข้อเสนออันนี้ไม่ใช่เรื่องของการอุ้ม ไม่ใช่การทุ่มงบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่เป็นมาตรการช่วยเหลือเพื่อให้วงจรการผลิตเดินไปได้ ที่เหลือกลไกตลาด และภาคเอกชน เขาเดินกันไปได้เอง

​วันนี้นายหัวไทรเดินตามไปคอกวัวขุน เจอแต่คำถามว่า “วัวโลละร้อย จะส่งขายได้กี่โมง ส่งขายที่ไหน”


ต้องยอมรับความจริงว่า เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงวัวเนื้อประสบปัญหาด้านการตลาด ทั้งไม่มีที่ระบาย ต้องค่อยๆขายทีละตัวสองตัว เมื่อมีงานศพ งานแต่ง รังแต่จะแบกรับต้นทุน และท้ายที่สุดคือ “ขาดทุน” โรงเชือดก็ขาดเงินหมุนเวียนซื้อวัวเข้าโรงเชือด

อยากเรียกร้องให้รัฐบาล ลืมหูลืมตา ดูข้อเท็จจริง รับฟังปัญหาจากผู้รู้จริง จะได้แก้ไขปัญหาถูกจุด และเป็นระบบ

 #นายหัวไทร

 #ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

 #วัวเนื้อ #โรงเชือด

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เว็ปไซต์ ปลายด้ามขวาน ชายแดนใต้ พาชมสวนผลไม้ ทุเรียน “ยาวลิ้นจี่” มรดกล้ำค่าจากเบตง พบกับเรื่องราว คุณเกียมฟุย แซ่ซิน เจ้าของสวนทุเรียนมือหนึ่งแห่งพื้นที่เบตง ด้วยความมุ่งมั่น บากบั่น ต่อสู้ โดยการเริ่มต้นทำสวนทุเรียนมากว่า 40 ปี เนื้อที่กว่า 100ไร่

เว็ปไซต์ ปลายด้ามขวาน ชายแดนใต้  พาชมสวนผลไม้ ทุเรียน “ยาวลิ้นจี่” มรดกล้ำค่าจากเบตง  พบกับเรื่องราว คุณเกียมฟุย  แซ่ซิน  เจ้าของสวนทุเรียนมือหนึ่งแห่งพื้นที่เบตง  ด้วยความมุ่งมั่น บากบั่น ต่อสู้ โดยการเริ่มต้นทำสวนทุเรียนมากว่า 40 ปี เนื้อที่กว่า 100ไร่ (มีคลิป)


    เว็ปไซต์ ปลายด้ามขวาน ชายแดนใต้  พาชมสวนผลไม้ ทุเรียนยาวลิ้นจี่” มรดกล้ำค่าจากเบตง  พบกับ คุณเกียมฟุย  แซ่ซิน หรือคุณแฮปบี้ เจ้าของสวนทุเรียนมือหนึ่งแห่งพื้นที่เบตง ชาวสวนเกษตรกรอินทรีย์ บ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ด้วยความมุ่งมั่น บากบั่น ต่อสู้ โดยการเริ่มต้นทำสวนทุเรียนมากว่า 40 ปี เนื้อที่กว่า 100ไร่


  พบกับเรื่องราว เจ้าของสวน ทุเรียนยาวล้นจี้ ได้พูดคุยกับ พ.ต.อ.พิทักษ์ เอียดแก้ว  เลขานุการ ชมรมคนรักษ์ดิน

โดย นายธรรมนูญ ชาญวิรวงศ์ หรือแฮปปี้ อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 129/3 หมู่ที่ 5 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา หรือที่ใครๆ เรียกว่า เฮียแฮบปี้ ด้วยความมุ่งมั่น บากบั่น ต่อสู้ โดยการริเริ่มทำสวนทุเรียนมากว่า 40 ปีของเฮียแฮปปี้เจ้าของสวนทุเรียนพันธุ์ดัง "ทุเรียนยาวลิ้นจี่" ที่เริ่มโค่นต้นยางพาราแล้วหันมาปลูกทุเรียนทดแทน โดยในตอนนั้นเพื่อนบ้านต่างกล่าวหาว่า “บ้า” แต่ด้วยความมุมานะอุตสาหะ อดทนต่อสู้ เพื่อบุกเบิกก่อร่างสร้างตัวมาจนถึงปัจจุบัน และลงมือปลูกทุเรียนรวมๆ ทุกสายพันธุ์กว่า 100 ไร่ ด้วยพันธุ์เด่นๆ เช่น ก้านยาว ชะนี พวงมณี หมอนทอง ฯลฯ



   ด้วยความที่ นายธรรมนูญ เป็นคนขยันขันแข็งและมีความกตัญญู คอยดูแลบุพการีควบคู่กับการดูแลสวนทุเรียนมาตลอดด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน อีกทั้งเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง เริ่ม คิดค้น ทดลองเพาะพันธุ์ปลูกทุเรียนจนมาได้พันธุ์ทุเรียนหนึ่งเดียวของอำเภอเบตง นั่นคือทุเรียนพันธุ์ยาวลิ้นจี่ ทุเรียนพันธุ์ดีที่มีอยู่สวนนี้ที่เดียวในบ้านบ่อน้ำร้อน อ.เบตง จ.ยะลา

 

หากกล่าวถึงพื้นที่ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หนึ่งสิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญและเป็นมรดกล้ำค่าที่ชาวไทยและชาวมาเลย์ต่างตามหา คงหนีไม่พ้น “ทุเรียนยาวลิ้นจี่” แห่งสวนแฮปปี้ทุเรียนยาวลิ้นจี่ ของ คุณเกียมฟุย แซ่ชิน

หรือ คุณแฮปปี้ เจ้าของสวนทุเรียนมือหนึ่งแห่งพื้นที่อำเภอเบตง ที่หลายๆ ท่านต่างกล่าวถึงในกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนด้วยกันเอง




     ซึ่งในทุกๆ ปี ทางสวนของคุณแฮปปี้จะมีการตัดทุเรียนเพื่อส่งขายให้กับร้านค้าบ่อน้ำร้อน จึงทำให้ชาวมาเลย์ได้ทำการซื้อเพื่อกลับไปรับประทาน ปรากฏว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเกินคาด ทำให้เกิดการตามหาที่มาที่ไปของทุเรียนลูกดังกล่าว ก่อนที่จะสืบทราบไปมา จนรู้แหล่งที่มาของทุเรียนลูกดังกล่าวว่าเป็นผลผลิตของสวน คุณแฮปปี้จึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสจึงค่อยๆ เรียนรู้ คิดค้น และขยายพันธุ์ต้นทุเรียนยาวลิ้นจี่ พันธุ์ทุเรียนหนึ่งเดียวของเบตง

 



     เพื่อเตรียมรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการผลผลิต จึงทำให้จนปัจจุบันทางสวนมีทุเรียนยาวลิ้นจี่กว่า 800 ต้น และเป็นที่มาของฉายา “The special one of Betong ทุเรียนพันธุ์ยาวลิ้นจี่ มรดกล้ำค่าจากเบตง”

     ส่วนด้านของช่วงเวลาที่ให้ผลผลิตของทุเรียนยาวลิ้นจี่ จะเริ่มติดดอกและให้ผลผลิตตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม การส่งออกภายในสวนของคุณแฮปปี้จะมีการจัดจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศไทย ด้วยการผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์หลักในขณะนี้

     เฮียแฮปปี้ บอกว่า ทุเรียนพันธุ์ยาวลิ้นจี่ มีรสชาติดี มีกลิ่นหอมคล้ายกล้วยไม้ป่า ตอนเริ่มออกผลเท่ากำปั้นจะมีลักษณะเหมือนผลลิ้นจี่ เลยตั้งชื่อว่ายาวลิ้นจี่ พอลูกโตมาหน่อย จะมีลักษณะคล้ายฟักทอง คือมี 5 พูที่ขนาดเกือบจะเท่าๆ กัน ลูกที่สมบูรณ์จะมีน้ำหนักประมาณ 3.5-4.5 กิโลกรัม และมี 5 พู แต่ถ้าลูกที่ไม่สมบูรณ์จะมีแค่ 4 พู เนื้อทุเรียนสีเหลือง ชวนรับประทาน เนื้อของทุเรียนจะล่อนไม่ติดเมล็ดเหมือนทุเรียนพื้นเมือง เนื้อค่อนข้างเนียนละเอียดคล้ายครีม หวานกำลังดี เป็นที่ถูกปากของผู้นิยมบริโภคทุเรียน ทั้งคนไทยและชาวมาเลเซีย

    ส่วนราคาขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 2,000 บาท ปกติลูกหนึ่งประมาณ 2-4 กิโลกรัม ก็ตกลูกละ 6,000 กว่าบาท สาเหตุที่ราคาแพงกว่าทุเรียนพันธุ์อื่นๆ ในเบตงก็เพราะผลผลิตในพื้นที่ตอนนี้มีน้อย เพราะมีที่สวนของตัวเองเท่านั้น สวนอื่นๆ ที่ซื้อพันธุ์ไปปลูกยังไม่ให้ผลผลิต

 

 

สำหรับท่านใดที่สนใจที่จะสั่งซื้อผลผลิตและสายพันธุ์ทุเรียนยาวลิ้นจี่ สามารถติดต่อ คุณเกียมฟุย แซ่ชิน หรือ คุณแฮปปี้ แห่งสวนแฮปปี้ทุเรียนยาวลิ้นจี่ ได้ที่ ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา หรือติดต่อทางเพจเฟซบุ๊ก : สวนแฮปปี้-ทุเรียนยาวลิ้นจี่ เบอร์โทร. 093-612-1825

    นำเสนอโดย  ประพันธ์  ฤทธิวงศ์ บรรณาธิการ   สื่อออนไลน์ เว็ปไซต์ ปลายด้ามขวานชายแดนใต้ สื่อยุคใหม่ ส่องทุกมุมมอง เข้าใจ เข้าถึง การมีส่วนร่วม รู้คน รู้งาน รู้พื้นที่ ร่วมพลัง ขับเคลื่อน ในมิติต่างๆ Soft Power เพื่อชาวเกษตรกร

ส.ป.ก.โคราช "ทุจริต-ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่"วัชระ" ร้องเลขาธิการคณะกรรม ป.ป.ช.สอบ ปมรุกที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (มีคลิป)

 ส.ป.ก.โคราช "ทุจริต-ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่"วัชระ" ร้องเลขาธิการคณะกรรม ป.ป.ช.สอบ ปมรุกที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (มีคลิป)




"...วัชระ ร้อง เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้สอบสวนเจ้าหน้าที่ของรัฐ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีการกระทำที่ส่อทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมาย ป.ป.ช. หรือไม่..."

อวันที่ ๑๙  กุมภาพันธ์  ๒๕๖๗ นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปที่ สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี เพื่อยืนหนังสือต่อ นายนิวัติไชย  เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อกล่าวหานายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. และนายอัครเดช เรียนหิน ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กับพวก 


โดยนายวัชระ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. และนายอัครเดช เรียนหิน ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กับพวก มีการกระทำที่ส่อทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมาย ป.ป.ช. และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. เร่งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพวกขบวนการบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อย่างเฉียบขาด ตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย ป.ป.ช. โดยเร็วที่สุด


ทั้งนี้ นายวัชระกล่าวว่า ตนได้ขอให้สำนักงาน ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการกันข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนไว้เป็นพยานด้วย


#สืบจากข่าว รายงาน

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

พ.ต.อ.พิทักษ์ เอียดแก้ว เลขานุการชมรมคนรักษ์ดินและกลุ่มผู้นำชมรมภาคใต้ตอนล่างพร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอธารโต เสริมสร้างสังคมเกษตรกรให้มั่นคงและยั่งยืนเพื่อลูกหลานไทยให้ความรู้เรื่องดินแก่เด็กนักเรียน โรงเรียน ตชด.สังวาลย์วิท 4

 พ.ต.อ.พิทักษ์  เอียดแก้ว  เลขานุการชมรมคนรักษ์ดินและกลุ่มผู้นำชมรมภาคใต้ตอนล่างพร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอธารโต เสริมสร้างสังคมเกษตรกรให้มั่นคงและยั่งยืนเพื่อลูกหลานไทยให้ความรู้เรื่องดินแก่เด็กนักเรียน โรงเรียน ตชด.สังวาลย์วิท 4(มีคลิป) 




 เมื่อวันที่ 14   กุมภาพันธ์  2567 ที่ผ่านมา  พ.ต.อ.พิทักษ์  เอียดแก้ว  เลขานุการชมรมคนรักษ์ดิน นายธีรศานต์  หาลิตะพันธ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ร.ร. ตซด.สังวาลย์วิท 4 หมู่ 2 อำเภอธารโต ตำบลแม่หวาด  จังหวัดยะลา ให้ความรู้เรื่องดิน เสริมสร้าง ส่งเสริม ร่วมมือ  กับกลุ่มยุวเกษตร  เสริมสร้างสังคมเกษตรกรให้มั่นคงและยั่งยืนเพื่อลูกหลานไทย






ภาพบรรยากาศ กิจกรรมหลังเลิกเรียน หน้าเสาธง ร.ร. ตซด.สังวาลย์วิท 4  อ.ธารโต

 โดยมี ร.ต.ต.หญิง  นริศรา  ศรีจันบาล ครูใหญ่ และคณะครูให้การต้อนรับโดยมีนักเรียนและผู้ปกครองและชาวเกษตรกรมาร่วมรับฟัง

  พร้อมทั้งสาธิตมอบสารปรับปรุงดิน และธาตุหรือแร่ธาตุ  รองเสริมใช้กับการเกษตร ของโรงเรียน เพื่อนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ และได้วัดหาค่า PH ดิน  ให้มีความรู้เรื่องดินที่เป็นกรดและด่าง



พ.ต.อ.พิทักษ์  เอียดแก้ว  ได้ กล่าวว่า ชมรมคนรักษ์ดิน ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทภาคภูมิกรุ๊ป การเกษตร  โดยมี  นาย กฤษชนก ตัฒฑเศรณีวัฒน์  เป็นประธานชมรมคนรักษ์ดิน  ซึ่งตอนนี้มีสมาชิกทั้งภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก และภาคใต้

















  สำหรับวัตถุประสงค์ ชมคมคนรักษ์ดิน โดยมีวัตถุประสงค์

 1.สร้างความร่วมมือพัฒนาดินให้สมบูรณ์ เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

2. รณรงค์ให้เกษตรกรยุติและรู้ถึงโทษในการทำไร่และสวนแบบเลื่อนลอย

3. แนะนำให้เกษตรกรมีความรู้เรื่องดินที่เป็นกรดและด่าง

4. มีเครื่องมือที่เข้าแก้ไข ให้เกษตรกรมีดินที่สมบูรณ์พร้อมประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

5. ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้เดินคู่กับนวัตกรรม

6. ปลูกจิตสำนึกอย่างมีสติดินที่ดีเคมีต้องน้อยลง

7. เสริมสร้าง ส่งเสริม ร่วมมือ กับกลุ่มยุวเกษตร 

8. แสวงหาความร่วมมือกับภาครัฐและชมรมอื่นๆอย่างสร้างสรรค์และสามัคคี






      พร้อมโอกาสนี้ ทางชมรมคนรักษ์ดิน  ได้มอบพันธุ์ทุเรียน พันธ์ยาวลิ้นจี้  เพื่อให้ทางโรงเรียนให้นักเรียนได้ปลูกเพื่อหวังผลเป็นพันธุ์ทุกเรียน ทางเลือกใหม่ ของผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นชาวเกษตรกรและเด็กเยาวชนในพื้นที่ เพื่อเป็นพืชทางเลือกใหม่ในอนาคต

     และได้กล่าวขอขอบคุณ ร.ต.ต.หญิง นริศรา  ศรีจันบาล ครูใหญ่ คณะครูและนักเรียนที่ให้การต้อนรับ 

     ทั้งนี้ในการลงพื้นที่อำเภอเบตง และอำเภอธารโต ในโอกาสนี้โดยมีทีมงาน พร้อมด้วย  นายประพันธ์  ฤทธิวงศ์ บรรณาธิการปลายด้ามขวานชายแดนใต้  ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ร่วมพลัง ขับเคลื่อน Soft Power เพื่อต่อยอดไป สู่  โอกาส ชาวเกษตรกรให้มีความมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดขายแดนภาคใต้ในโอกาสต่อไป