พรรครักชาติ ;ชาตินิยมยุคใหม่ ตั้งเป้าเคี้ยวส้ม
“รักชาติ” เปิดเกมใหม่ เสนอชื่อ ดร.เจตฏ์ โทนวณิก แคนดิเดตนายกฯ คู่ “ชัยวุฒิ” สะท้อนยุทธศาสตร์พรรคชาตินิยมยุคใหม่
การเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่อย่าง “พรรครักชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนพรรคในสนามเลือกตั้งเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงการจัดวางตำแหน่งทางการเมืองแบบมีเป้าหมาย โดยเฉพาะการเสนอชื่อ ดร.เจตฏ์ โทนวณิก นักกฎหมายรัฐธรรมนูญชื่อดัง เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ควบคู่กับ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค
การตัดสินใจดังกล่าว สะท้อนยุทธศาสตร์ “สองขา” ของพรรครักชาติอย่างชัดเจน คือ การผสาน การเมืองภาคปฏิบัติ กับ ความชอบธรรมเชิงกฎหมายและหลักการ
ดร.เจตฏ์: ตัวแทนความรู้ ความเป็นระบบ และความชอบธรรม
ดร.เจตฏ์ โทนวณิก เป็นที่รู้จักในฐานะนักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีบทบาทในเวทีสาธารณะมาอย่างยาวนาน มีภาพลักษณ์ของ “นักวิชาการสายโครงสร้าง” ที่ยืนอยู่ฝั่งการปกป้องรัฐธรรมนูญ ระบบสถาบัน และความมั่นคงของรัฐ
การเสนอชื่อ ดร.เจตฏ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายชื่อเชิงเทคนิคตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่เป็นการส่งสารไปยังกลุ่มชนชั้นกลาง นักวิชาการ ข้าราชการ และกลุ่มอนุรักษนิยมว่า พรรครักชาติไม่ได้ขายอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่มี “สมอง” และ “กรอบคิด” รองรับการบริหารประเทศ
ชัยวุฒิ: นักการเมืองประสบการณ์สูงกับบทบาทแนวรุก
ในขณะที่ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ทำหน้าที่เป็นหัวหอกทางการเมือง ใช้วาทกรรมแรง ชัด และตรง เป้าหมายคือการโจมตีการเมืองแบบตระกูล กลุ่มทุน และพรรคที่ถูกมองว่า “ขายฝัน” แต่ไม่แตะโครงสร้างอำนาจจริง
ชัยวุฒิเลือกยืนในพื้นที่การเมืองที่สนับสนุนบทบาทกองทัพและรัฐ ชูแนวคิดชาตินิยมแบบตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นฐานเสียงที่ยังมีน้ำหนักในสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการบุคคลที่ช่วย “ถ่วงดุลภาพลักษณ์” ให้พรรคไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงการเมืองเชิงอารมณ์
สองชื่อ สองบทบาท แต่เป้าหมายเดียว
การมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมากกว่าหนึ่งคน ช่วยให้พรรครักชาติเกิดความยืดหยุ่นทางยุทธศาสตร์
• ชัยวุฒิ ทำหน้าที่ระดมมวลชน สร้างกระแส และโจมตีคู่แข่ง
• ดร.เจตฏ์ ทำหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือ เชิงหลักการ และภาพรัฐบาลที่ “คุมเกมได้”
นี่คือสูตรการเมืองที่พยายามตอบโจทย์ทั้งสนามเลือกตั้งและสนามอำนาจหลังเลือกตั้ง
ความท้าทายที่ยังรอพิสูจน์
แม้การวางตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจะดูชัดเจน แต่คำถามใหญ่ของพรรครักชาติยังคงอยู่ คือ
• พรรคจะเปลี่ยนวาทกรรม “ไร้ทุน ไร้บ้านใหญ่” ให้เป็นคะแนนเสียงจริงได้หรือไม่
• คนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาทจริง หรือเป็นเพียงภาพประกอบทางการเมือง
• และบทบาทของ ดร.เจตฏ์ จะเป็น “ผู้กำหนดทิศทาง” หรือเพียง “หลักประกันเชิงสัญลักษณ์”
พรรครักชาติอาจยังไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่การขยับหมากด้วยการเสนอชื่อ ดร.เจตฏ์ โทนวณิก เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการประกาศตัวว่า พรรคนี้ไม่ได้ตั้งใจเป็นเพียงพรรคกระแส แต่ต้องการมีที่นั่งบนโต๊ะอำนาจจริง



