จำนวนผู้เข้าชม

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มุมคิด..มุมมอง ที่เห็น..และเป็นไป ใคร.? มีคำตอบ ได้อะไร? จากสถานการณ์ โควิด -19 ใน จชต. (ชมคลิปสัมภาษณ์)

 

 มุมคิด..มุมมอง  ที่เห็น..และเป็นไป   ใคร.? มีคำตอบ  ได้อะไร?  จากสถานการณ์  โควิด -19 ใน จชต.    (ชมคลิปสัมภาษณ์)   

 


 นายสัญญา  วัชรพันธุ์  ที่ปรึกษาสมาพันธ์ไทยจังหวัดชายแดนภาคใต้  ในนามของชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวขอขอบคุณสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่ได้แสดงถึงตัวชี้วัดถึงผลการพัฒนาด้านความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตของประชาชน สรุปได้ว่า



  1.การที่ประชาชนให้ความร่วมมือน้อยในการฉีดวัคซีน เป็นตัวชี้วัดว่า การทำงานบรรลุผลน้อยด้านมวลชนของภาครัฐ   เพราะไม่ได้สร้างความเข้าใจและไม่เชื่อมั่น หรือไม่กล้าแสดงออกของประชาชนในการร่วมมือกับภาครัฐ

  2.ในส่วนของฝ่ายคิดแบ่งแยกดินแดน สถานการณ์โควิด 19 เป็นตัวชี้วัดว่า เขาไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนในด้านนี้ได้ และการที่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือไม่กล้ามารับการฉีดวัคซีน เสมือนเป็นการเอาประชาชนเป็นตัวประกัน ไม่ได้คิดถึงความอยู่รอด สุขภาพและความสุขในชีวิตจริงของประชาชน

   ซึ่งควรแยกออกให้ได้ระหว่างการต่อสู้แบ่งแยกดินแดน เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ กับชีวิตและสุขภาพของประชาชน ควรส่งเสริมให้ประชาชนมารับบริการก่อน ส่วนการสู้รบก็ค่อยว่ากันต่อไป

  3.สถานการณ์ไวรัสโควิด 19 ไม่เกี่ยวกับศาสนาและอำนาจทางการเมืองการปกครอง แต่การที่ทุกฝ่ายไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจหรือไม่กล้าฉีดวัณชีน นับเป็นความไม่สำเร็จ ไม่จริงใจกับประชาชน เสมือนเอาประชาชนเป็นตัวประกันหรือลูกบอล ที่ต่างฝ่ายต่างแย่งกันเอาเป็นเครื่องมือ เพื่อชัยชนะให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และอำนาจ

  4.การที่เกิดการไวรัสโควิดระบาดมากใน จชต.และประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ นับเป็นเรื่องที่ควรคิดนะว่า ทำไมเราปล่อยให้สังคมทั่วประเทศและทั่วโลก ต้องมองและเข้าใจว่า คนใน จชต.ซึ่งหมายถึงคนไทยมุสลิมส่วนใหญ่ กลายเป็นคนสร้างปัญหาให้ประเทศ กลายเป็นกลุ่มคนล้าหลังของสังคมไปในที่สุด

  5.ทำให้สังคมที่เป็นกลางมองว่า กลุ่มที่คิดแบ่งแยกดินแดน ไทยได้คิดคำนึงว่า ประชาชนจะมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร จะสามารถปกครองหรือสร้างสุขให้ประชาชนได้หรือไม่ คิดแค่เพียงต้องการอำนาจ ต้องการบริหารผลประโยชน์เป็นสำคัญ

  6.สถานการณ์โควิด เป็นตัวสะท้อนให้ภาครัฐประเมินตัวเองได้ว่า มาถึงตอนนี้ภาครัฐสามารถชนะใจ  สร้างความเชื่อมั่นให้มวลชนได้แค่ไหนครับ

สรุปข้อคิดจากสถานการณ์โควิด 19 ใน จชต.ปี 2564 ได้ว่า

  1.ฝ่ายรัฐไม่สามารถเข้าถึงและสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน เพราะประชาชนยังไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ ไม่กล้าฉีดวัคซีน

  2.ฝ่ายคิดแบ่งแยกไม่ได้คำนึงถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะไม่สนใจเรื่องความสุขและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน ทั้งที่โควิด 19 คือโรคระบาดทั่วโลก และไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เขาก็ไม่สนใจที่จะให้คนของเจาไปฉีดวัคซีน

  3.ฝ่ายรัฐมีอำนาจ มีศักยภา แต่ไม่สามารถเอาชนะทางมวลชนได้ แต่ฝ่ายคิดแบ่งแยกสามารถควบคุมมวลชนได้ แต่ไม่มีศักยภาพในการปกครองหรือบริการประชาชน

  สรุปได้ว่า ประชาชนกลายเป็นจำเลยหรือตัวประกันของทั้งสองฝ่าย

  3.ในอนาคตคนใน จชต.จะอยู่กันอย่างลำบากและแออัด เพราะสังคมภายนอกเข้าใจว่า คนมุสลิมใน จชต.เป็นผู้สร้างปัญหาให้ประเทศ สังคมภายนอกจะรังเกียจและไม่ยอมรับคนจาก จชต.

  5.ในอนาคต จชต.อาจถูกแบ่งแยกและปกครองโดยต่างชาติ เหมือนรัฐกลันตัน ตรังกานู เปอร์ลิศและปีนัง   ซึ่งไม่ใช่ได้แบ่งแยกปกครองตนเอง  เพราะศักยภาพในการประกาศอิสระภาพไม่เพียงพอ ประเทศมาเลเซียและไทย จะไม่ยอมเสียดินแดนเด็ดขาด นอกจากต่างชาติมาข่มขู่เอาเหมือนอดีต

  ดังนั้นคนใน จชต.ต้องคิดเอาเองว่า จะอย่ากับชาติอื่นหรือจะอยู่กับชาติไทย

  6.คนใน จชต.ต้องคิดเองแล้วว่า.ชีสิตนี้เราจะยอมอยู่กับความลำบาก ไม่มีความสุขจากสถานการณ์นี้กันไปตลอดชีวิตหรือ

      สรุปได้ว่า ทุกฝ่ายมีจุดอ่อนแข็ง จะแพ้ชนะกันต้องยากมากและยาวนาน เราจะปล่อยให้ช่วงชีวิตนี้ของเรา ต้องยืนอยู่กับการเป็นตัวประกันของคนที่ต้องการอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มคนแต่ละฝ่ายไปตลอดชีวิตเรากระนั้นหรือครับ

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น