จำนวนผู้เข้าชม

วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562

ปาฐกถาพิเศษ จัดโดย กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า ณ จ.เชียงใหม่


ปาฐกถาพิเศษ จัดโดย กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า ณ จ.เชียงใหม่


เมื่อวันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562 ที่ แกรนด์บอลรูม ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมดิเอ็มเพรส อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการกระทรวงยุติธรรม ปาฐกถาพิเศษเรื่อง คุณธรรมและจริยธรรมตามรอยพระยุคลบาทของเครือข่ายบังคับคดีและวิทยากรตัวคูณให้แก่เครือข่ายบังคับคดีและวิทยากรตัวคูณ ซึ่งกรมบังคับคดีคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายบังคับคดีและวิทยากรตัวคูณของกรมบังคับคดี หลักสูตร พัฒนาศักยภาพเครือข่ายบังคับคดีและวิทยากรตัวคูณรุ่นที่ 3

โดย ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้กลับมาเยือน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านแห่งที่สอง ที่ได้ชื่อว่าล้านนาไทย ซึ่งมีความมหัศจรรย์ในลักษณะภูมิประเทศที่สง่างาม จนเป็นที่หมายปองของมหาประเทศในยุคล่าอาณานิคม แต่ก็สามารถรอดพ้นการรุกรานมาได้ตราบจนทุกวันนี้ เพราะผู้คนมีศีลธรรมและจริยธรรมที่เกิดจากธรรมชาติโดยแท้ ซึ่งคำว่า 'ธรรมชาติ' ก็คือ 'ธรรม' และการที่เราไม่ฝืนธรรมชาติก็คือ การดำรงตนด้วยคุณธรรมจริยธรรม ไม่ทุจริตคดโกง รักษาความดีแห่งตนอย่างสม่ำเสมอ ไม่เป็นคนประเภทผีเข้าผีออก มีความโปร่งใส จึงอยากให้พี่น้องเพื่อนข้าราชการได้ยึดถือและประพฤติปฏิบัติตนไม่ออกนอกลู่นอกทางแต่ขอให้สำนึกว่าตนเองนั้นโชคดีและมีบุญที่ได้เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นข้าต่างพระเนตรพระกรรณ ทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน


เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภามีผลบังคับใช้ตั้งแต่บัดนี้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดกระทรวงทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจองค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร


พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องประพฤติปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม 7 ประการซึ่งประกอบด้วย 1.ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่ 3.กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม 4.คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ 5.มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน 6.ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ 7.ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี และรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า หากข้าราชการร่วมกันยึดมั่นเคร่งครัดและปฏิบัติตนตาม พ.ร.บ.นี้ บ้านเมืองก็จะสามารถขับเคลื่อนเดินหน้า ขอจงยึดมั่นสถาบันหลักของประเทศคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยยึดหลัก จริยธรรม คุณธรรม ตามศาสตร์พระราชา พระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้รักสามัคคี เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา และผสานเข้ากับหลักการทำความดีด้วยหัวใจ ประชาชนคนไทยมีความเป็นสุภาพชน มีความอ่อนน้อมถ่อมตน จริงใจ ไม่หลงลืมตัว ไม่อิจฉาริษยา อาศัยหลักนิติรัฐบวกกับความสามัคคีรักใคร่ ช่วยกันผลักดันประเทศให้เดินไปข้างหน้าโดยไม่ยาก ในแบบที่เรียกว่าขนาดเล็กแต่ยิ่งใหญ่ เล็กแต่มีความงดงาม

ม.ล.ปนัดดา ย้ำข้าราชการยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม บอกคนรุ่นใหม่สืบสานปณิธานคนรุ่นเก่า-ผสานวิทยาการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง


การเป็นข้าราชการ คือ การทำหน้าที่รับผิดชอบให้ดีที่สุด ช่วยเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมาต่อข้าราชการการเมืองซึ่งไม่ทราบในทุกเรื่อง ไม่ใช่ประจบประแจงเอาใจกระทั่งเป็นความผิดตามกันไปหมด เหมือนที่เคยเกิดกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอดีต ขอเพียงอย่าเห็นผิดเป็นชอบ การทำความดีต้องทำสม่ำเสมอ คือมีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ใช่พอมีอำนาจบาตรใหญ่แล้วหลงลืมตัว ลืมรากเหง้าตนเอง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เยาวชน ซึ่งสังคมปัจจุบันมีความแบ่งแยก เช่น มีบางคนไปพูดแบบไม่รู้เรื่องว่า ต่อไปไม่ต้องเรียกพี่ป้าน้าอาหรือการนับญาติ ทั้งที่สิ่งนี้คือเอกลักษณ์ของชาติที่มีความรักใคร่สามัคคี ความอบอุ่นใจ ความไม่ถือตัว หรือการที่เขาไปพูดว่า การยิ้มของคนไทยเป็นเรื่องไม่ฉลาด ถือว่าคนพูดขาดประสบการณ์ชีวิตอย่างมาก เพราะเรื่องการยิ้มของคนไทย (Siamese Smiles) มีที่มาจากชาวตะวันตกที่กล่าวชมเชยคนไทยหรือชาวสยามมานานมากแล้ว และโดยเฉพาะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยรอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ มาได้อย่างอัศจรรย์ ทุกอย่างมีเหตุและผล มีที่มาที่ไป มีบุญคุณใหญ่หลวง เป็นเรื่องราวในอดีตที่คนทุกรุ่นทุกสมัยต้องร่วมกันดำรงรักษา

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า คนรุ่นเก่า รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ฯลฯ ที่วางรากฐานให้แผ่นดิน เหมือนเช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีกระแสพระราชดำรัสพระราชทานสอนไว้ว่าเมื่อใครผู้ใดทำความดีหรือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นสำเร็จ สมควรยกคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงให้กับบุพการี ครูอาจารย์ ที่สั่งสอนอบรมเลี้ยงดูเรามา อย่าได้สำคัญตนเอง เพราะคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด ดังนั้น คนรุ่นหลังควรมีความสุขุมรอบคอบ และช่วยกันสืบสานปณิธานคนรุ่นเก่ามาผสานกับวิทยาการสมัยใหม่จากที่ได้เรียนรู้เพิ่มพูนขึ้นเพื่อพัฒนาไปสู่อนาคต ให้ประเทศชาติเกิดความไพบูลย์รุ่งเรือง ไม่ใช่การพูดว่ากล่าวคนรุ่นเก่า ซึ่งถือว่าผู้พูดขาดความรอบรู้และวุฒิภาวะ เพราะผู้ใดก็ตามที่จะเข้ามาบริหารประเทศชาติต้องมีความสุขุมรอบคอบ มีความคิด มีเหตุและผล ไม่ผลีผลาม ไม่ตีโพยตีพายว่ากล่าว ไม่สำคัญตนผิด จนเกิดความแตกแยก อันจะทำให้เกิดการลบหลู่ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม แล้วเราจะนำพาประเทศไปสู่ความปรองดอง มีความสมัครสมานสามัคคีได้อย่างไร

การอ่านหนังสือคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตของคนทุกคน เพราะเป็นเรื่องที่มีคุณค่ามาก เนื่องจากโซเชียลมีเดียในหลายๆ เรื่อง ไม่สามารถเชื่อถือได้ครบถ้วน ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเสียมาก

ข้าราชการจึงต้องเป็นผู้มีระเบียบวินัยในการครองตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะปัจจุบันจุดอ่อนของสังคมไทย คือ การทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองอย่างเลยเถิด ข้าราชการจึงต้องเป็นแบบอย่าง มีความอดทนอดกลั้นและอดออมให้มาก ดั่งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงพระกรุณาพระราชทานสอนไว้ว่า ปัญญานำหน้าชีวิตสู่ความสำเร็จอันดีงาม การเรียนรู้ตลอดชีวิต หลักคุณธรรมจริยธรรม เพราะการเรียนไม่มีวันจบสิ้นตราบบุคคลมีลมหายใจ" ม.ล.ปนัดดา กล่าว

#ขอบพระคุณสำนักข่าวเห็ดลม#
#ข่าวสารกระทรวงยุติธรรม#
#กรมบังคับคดี#
#กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน#
#พิพิธภัณฑ์วังวรดิศและหอสมุดสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ#

0 ความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...