จำนวนผู้เข้าชม

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2565

สายัณห์” ไม่กล้าฟันธง พปชร.กวาดยกจังหวัดนครศรีฯ แต่มั่นใจได้มากกว่าเดิม ประชาชนยังศรัทธา “ลุงตู่”

 สายัณห์” ไม่กล้าฟันธง พปชร.กวาดยกจังหวัดนครศรีฯ แต่มั่นใจได้มากกว่าเดิม ประชาชนยังศรัทธา “ลุงตู่”



        นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงการเตรียมการเลือกตั้ง และสถานการณ์ของพรรค พปชร.ในภาคใต้ว่า เอาเฉพาะนครศรีธรรมราช ตามข่าวจะมีการแข่งขันกันเพียงสองพรรคเท่านั้น คือพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ

     “การที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศว่า จะกวาดยกจังหวัด ยังเป็นเรื่องยาก เพราะประชาชนยังไม่ขยับอะไรเลย”

      ก่อนหน้านี้นายชัยชนะ เดชเดโช (แทน) รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ 6-7 ที่นั่ง ถ้ากระแสดีอาจจะกวาดยกจังหวัดนครศรีธรรมราช

      “พรรคพลังประชารัฐไม่กล้าประกาศว่าจะชนะยกจังหวัด แต่ต้องได้มากกว่าเดิม ซึ่งตอนนี้เรามีอยู่แล้ว 4 คน อาจจะได้ 5-6 คน ก็เป็นไปได้ เพราะประชาชนยังยอมรับ และศรัทธา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหมือนเดิม”

       สายัณห์ กล่าวอีกว่า ลองไปดูว่า มีโครงการใหญ่ๆมาลงที่นครศรีธรรมราชกี่โครงการ เคยมีรัฐบาลไหนให้นครศรีธรรมราชเท่ารัฐบาลนี้ไหม

      “ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะต้องได้มากกว่าเดิม คนเดิมอาจจะสอบตกบ้าง แต่มีคนใหม่เข้ามาแทน แต่เวลานี้ยังไม่เห็นว่าคนเดิมใครจะสอบตก เพราะเขตเลือกตั้งยังไม่ชัดเจน คู่แข่งจึงยังไม่รู้เป็นใครบ้าง ไม่เหมือนเขต 1 โซนในเมือง ปรากฏตัวคู่แข่งชัดเจนแล้ว เขตก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมาก”

     สายัณห์ ยืนยันว่า จะส่งอำนวย ยุติธรรม น้องชายลงสมัครรับเลือกตั้งอีกคนหนึ่งด้วย โซนอำเภอท่าศาลา

     “ลองคิดดูว่า ถ้ายุติธรรมได้เป็น ส.ส.สองคน จะสามารถทำอะไรให้นครศรีธรรมราช และบ้านเมืองได้อีกมาก เพียงแต่เราไม่กล้าจะประกาศกวาดเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้นเอง เรารู้บริบทของการเมือง

      ส่วนพรรคภูมิใจไทย สายัณห์ บอกว่า ไม่ต้องพูดถึง บ้านเราเมืองนครศรีธรรมราชกระแสภูมิใจไทย ยังไม่ขึ้น จังหวัดอื่นอาจจะพอได้ เพราะคนไม่เอาเรื่องกัญชา

     “เรื่องการปรับ ครม.ต้องปรับล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะทั้งประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย อยากจะปรับ ครม.ไปทดแทนที่ขาดหายไป ถ้าพรรคอื่นปรับ พรรคพลังประชารัฐก็ต้องปรับด้วย”

 

     สายัณห์ มั่นใจในตัวเองว่า ถ้ามีการปรับ ครม.และมีโควต้าของภาคใต้ด้วย สายัณห์เหมาะสมที่สุด

      “ในสายใต้ของพรรคพลังประชารัฐ สายัณห์เหมาะสมกับการเป็นรัฐมนตรีมากที่สุด มีประสบการณ์ทำงานการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน เคยเป็น สจ.เป็นประธานสภาจังหวัด เคยเป็นเลขานุการ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ส.ส.ภาคใต้จาก 14 คน สนับสนุนผมมากกว่า 10 คน

      รายงานข่าวแจ้งว่า ถ้ามีการปรับ ครม.จริง และมีโควต้ารัฐมนตรีให้สายใต้ ก็จะมีการแข่งกันอยู่ 2-3 คน นอกจากสายัณห์แล้วก็ยังมี ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ และ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ เป็นต้น ซึ่งทั้งสามคนสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่สายัณห์ ยังมีขาทิ่มไว้ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐด้วย และเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ แบบออกหน้าออกตาไม่ต่างจาก ดร.ธนกร

 #นายหัวไทร ปรับครม.

ประดาบก็เลือดเดือด “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” สู้กันทุกเม็ดสนามกระบี่

 ประดาบก็เลือดเดือด “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” สู้กันทุกเม็ดสนามกระบี่

……. ;นายหัวไทร


เมื่อสนามเลือกตั้งฝั่งอันดามันกลายเป็นสนามเดือดในการช่วงชิง 15 ที่นั่งในสภา จาก 6 จังหวัด อันประกอบด้วย ระนอง 1 ภูเก็ต 3 พังงา 2 กระบี่ 3 ตรัง 4 และสตูล 2

     สนามเดือดอันจะเป็นการเชือดเฉือนกันของสองพรรคการเมืองหลัก คือประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคประกาศยึดฝั่งอันดามัน ฝั่งอันดามันที่มีประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ แบ่งกันอยู่แล้ว

     กล่าวสำหรับกระบี่ ในการเลือกตั้งครั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยมีอยู่แล้ว 1 คือ สฤษดิ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประชาธิปัตย์มีอยู่แล้ว 1 เช่นกัน คือสาคร เกี่ยวข้อง คราวที่แล้ว “ตระกูลเกี่ยวข้อง” ตกลงกันได้แบ่งกันพรรคละเขต เลือกตั้งครั้งใหม่กระบี่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จำนวน ส.ส.จึงเพิ่มเป็น 3 คน

       แน่นอนว่าทั้งประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ต่างหมายมั่นปั่นมือรักษาของเก่า เพิ่มของใหม่ และทั้งสองพรรคตั้งเป้ายึด 3 ที่นั่งของกระบี่ ต่างเปิดตัวผู้สมัครกันไปหมดแล้ว เพื่อยืนยันความพร้อม

 

วันเสาร์ที่ 13 ส.ค.2565 อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และโกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพใต้ ได้ยกทีมไปเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ ทั้ง 3 เขต ที่ลานพระอาทิตย์ อบจ.กระบี่

 




พรรคภูมิใจไทย ได้วางตัวผู้สมัคร ส.ส.ไว้เรียบร้อยแล้วเขต 1 โกหนึ่ง-กิตติ กิตติธรกุล เลขานุการนายก อบจ.กระบี่ ถือเป็นตระกูลการเมืองใหญ่ของกระบี่ เขต 2 สจ.ม้อ-ถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ อดีต ส.อบจ.กระบี่ เขต อ.อ่าวลึก และเขต 3 โกสุทธิ์-สฤษดิ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่

 

 พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ปล่อยให้ภูมิใจไทยเหยียบจมูกในฐานะเจ้าถิ่นเก่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรีฑาทัพหลวง ทั้งบัญญัติ บรรทัดฐาน เฉลิมชัย ศรีอ่อน นิพนธ์ บุญญามณี ไปจัดสัมมนาที่กระบี่ พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ ทั้ง 3 เขต ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง “จุรินทร์” มั่นใจว่า จะกลับมายึดกระบี่คืนได้ทั้ง 3 เขต

 

       3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะลงสู้ศึกครั้งหน้าชื่อเสียงเรียงนามไม่ธรรมดาเหมือนกัน เขต 1 โกเคี่ยง ธนวัช ภูเก้าล้วน ลูกชายกีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ มีฐานะจัดอยู่ในระดับเศรษฐีเขต 2 สาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ และเขต 3 พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลูกสาวพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล นั้นเอง

 

แม่ทัพตัวจริงของภูมิใจไทย เมืองกระบี่คือ โกหงวน- สมศักดิ์ กิตติธรกุล นายก อบจ.กระบี่ 7 สมัย สหายร่วมรบของเนวิน ชิดชอบ แห่งเมืองบุรีรัมย์

 

หนที่แล้ว โกหงวน ตั้งเป้าปั้น สฤษดิ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เป็นหัวหอกในการเจาะฐานเสียงประชาธิปัตย์ และโกสุทธิ์ ก็ทำได้สำเร็จ เอาชนะสุชีน เอ่งฉ้วน พรรคประชาธิปัตย์ไปได้

 

     แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ ตระกูลเอ่งฉ้วน ที่เคยมีอาคม เอ่งฉ้วน เป็นหัวหอก ชื่อหายไปจากสาระบบของประชาธิปัตย์ มี “กิตติชัย เอ่งฉ้วน” เป็นผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย

 

       เมื่อการเมืองไม่มีการรอมชอม หรืออ่อนข้อให้กัน การประดาบก็จะเกิดขึ้น เลือดสาดแน่นอน ภูมิใจไทย ก็ประกาศเป็นยุทธศาสตร์แล้วว่า จะต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ขอเป็นฝ่ายเลือกพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่นั่งรอให้เขาเลือกอีกต่อไป ในสนามเลือกตั้งก็จะไม่เกรงใจใครอีกแล้ว แตกหักเพราะกัญชาถูกโค่นเมื่อประชาธิปัตย์จับมือเพื่อไทยล้ม พรบ.กัญชา กัญชง ของภูมิใจไทย

       การเดินหน้าสู้ในทุกสนามรบจึงเกิดขึ้น และรบแบบไม่รามือ เพราะเป้าหมายคือพรรคใหญ่ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

 #นายหัวไทร

ประชาธิปัตย์สัมมนา ส.ส. “จุรินทร์” ย้ำเดินหน้าผลักดันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

 ประชาธิปัตย์สัมมนา ส.ส. “จุรินทร์” ย้ำเดินหน้าผลักดันแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

 



      นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเปิดการสัมมนา ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่จังหวัดกระบี่ตอนหนึ่งว่า เท่าที่ประมวลดูระยะเวลาที่เหลือ 6 เดือนของรัฐบาล มีภารกิจต้องทำหลักๆอยู่สองประการ จริงๆก็มีหลายประการ แต่เอาที่สำคัญสองประการ คือการเป็นเจ้าภาพประชุมเอเปก ซึ่งจริงๆตลอดทั้งปีที่ผ่านมาก็มีการประชุมเอเปกทาต่อเนื่อง ตนเองก็นั่งเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเปกมาหลายครั้งแล้ว แต่วันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2565 เป็นการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่ผู้นำเขตเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะมาประชุมร่วมกัน


      นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ภารกิจที่สองคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีกลไกในการผลักดัน 3 ประการ คือ การส่งออก ที่ในช่วงที่ผ่านมาการส่งออกของเราก็เป็นบวกมาตลอด ประการที่สองคือการท่องเที่ยว ที่เวลานี้ยังทำได้ไม่เต็มที่ อันเนื่องมาจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 บางประเทศยังไม่เปิดให้ประชาชนของเขาเดินทางออกนอกประเทศ




      นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกอย่างคือ ราคาพืชผลการเกษตร ที่รัฐบาลใช้นโยบายประกันรายได้ ที่พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันเป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล



      นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องรักษาฐานะความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศต่อไปกับเวลาที่เหลืออยู่ พรรคจะต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อเดินไปสู่สนามเลือกตั้งในอีกไม่นานนี้

 #นายหัวไทร

จุรินทร์ ประกาศ ปชป.ยึด ส.ส.กระบี่คืน 3 เขต ด้านนิพนธ์ ผอ.เลือกตั้ง เร่งเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมทำนโยบายปชป.เตรียมพร้อมเลือกตั้ง (ชมคลิป)

   จุรินทร์ ประกาศ ปชป.ยึด ส.ส.กระบี่คืน 3 เขต ด้านนิพนธ์ ผอ.เลือกตั้ง เร่งเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมทำนโยบายปชป.เตรียมพร้อมเลือกตั้ง (ชมคลิป) 

 


   


เมื่อวันที่ 2 ต.ค.65 นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้อำนวยการกรรมการเลือกตั้ง ส.ส พรรคปชป.กล่าวในที่ประชุมจากการสัมนาใหญ่ของพรรคปชป. โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา ส.ส. และรัฐมนตรีของพรรคปชป. พร้อมด้วย รัฐมนตรีในสังกัดพรรคปชป. กรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.พรรคปชป.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องเดอะคลิฟฟ์ โรงแรม อวานีพลัส  เกาะลันตา กระบี่รีสอร์ท จังหวัดกระบี่

 



  ทั้งนี้นายนิพนธ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งว่า  ขณะนี้ได้มีการเตรียมการไปแล้วในเรื่องของผู้สมัคร ในพื้นที่เป้าหมายหลักที่ท่าน หัวหน้า และท่านเลขาได้วางเป้าไว้ ซึ่งก็เกือบครบทั้งหมดแล้วในทุกเขต สิ่งที่ต้องเตรียมต่อมาก็คือในเรื่องของนโยบาย ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้องและสิ่งที่เราได้ทำมาในระยะหนึ่งแล้ว นโยบายเมกกะโปรเจ็คที่มีการเตรียมการไว้แล้ว หรือนโยบายในเรื่องของการศึกษาทันสมัย ซึ่งเดิมปชป.เคยใช้คำว่าเราสร้างคน เราได้ทำอะไรไว้บ้างแล้ว ตั้งแต่เรื่องของอนุบาลชนบทสมัยท่านชวน ที่มาร่วมรัฐบาลของพลเอกเปรม มาเป็นศูนย์เด็กเล็ก จนกระทั่งมาถึงนมโรงเรียน อาหารกลางวัน 


จนมาถึงเรื่องที่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ของพวกเราวันนี้ นั่นคือในเรื่องของการศึกษาทันสมัย ซึ่งจะได้เห็นเค้าโครงของการสร้างคนชัดเจนมากขึ้น รวมถึงในเรื่องของสาธารณสุข รวมถึงการที่จะเชิญภาคต่างๆมาพูดในเรื่องของนโยบายประจำภาค  เพื่อมาทำเป็นนโยบายหลักๆ  ซึ่งสิ่งที่เราได้จะนำมากำหนดเป็นนโยบาย โดยความเห็นชอบของหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค โดยนโยบายในครั้งนี้  ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมากขึ้น


  เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ คาดว่าน่าจะชัดเจนในเดือนพฤศจิกายน นี่คือสิ่งที่คณะกรรมการเลือกตั้งจะทำในเรื่องของนโยบาย  รวมถึงการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อหลักทั้ง โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อโซเซียลมีเดียมากขึ้น  เพื่อที่จะเจาะฐานประชาชนให้มากที่สุด  รวมถึงในเรื่องของนโยบายประกันรายได้ ที่ได้ใช้งบประมาณไป ห้าแสนสี่หมื่นล้านบาท เฉพาะในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องประกันรายได้

 

  วันนี้เราต้องเสนอความแตกต่าง เพราะปชป. 76 ปี ย่างเข้าปีที่ 77  สามารถพูดได้ว่าเราเป็นสถาบันทางการเมือง   ความเป็นสถาบันทางการเมืองประกอบด้วย บุคลากรของพรรคที่มีความพร้อม ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายการกระจายอำนาจ ซึ่งปชป.ทำสิ่งเหล่านี้ไว้มาก เราจึงต้องร้อยเรียงสิ่งเหล่านี้ เพื่อเป็นจุดแข็ง และต้องเปิดโอกาสให้พรรคปชป.เป็นพรรคของคนทุกวัยให้ได้ เพื่อมาร่วมทำงานกับพรรค นี่คือสิ่งที่เราได้เตรียมการไว้แล้วจึงขอให้ทุกคนมั่นใจได้ ซึ่งขณะนี้เราก็มีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน ดังนั้นเราก็จะได้ร้อยเรียงสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่จะดำเนินการเลือกตั้งในครั้งนี้

 

   นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ กระบี่ทั้ง 3 เขตประกอบด้วย เขต 1 นายธนวัฒน์ ภูเก้าล้วน เขต 2 นายสาคร เกี่ยวข้อง เขต 3 ดร.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล โดยนายจุรินทร์ ได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่า ประชาธิปัตย์จะสามารถยึดคืนส.ส.ทั้ง 3 เขตของจังหวัดกระบี่ได้อย่างแน่นอน

 

///

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อบจ.นราธิวาส ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และโรงพยาบาลนราจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ร่วมถวายเป็นพระราชกุศล

 

อบจ.นราธิวาส ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และโรงพยาบาลนราจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ร่วมถวายเป็นพระราชกุศล



อบจ.นราธิวาส ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และโรงพยาบาลนราจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ร่วมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและวันพยาบาลแห่งชาติ

 


วันนี้ ( 27 ก.ย. 65) ที่บริเวณห้องโถงชั้น 1 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส องค์การบริการส่วนจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับสำนักเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมจัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต ให้โลหิต = ให้ชีวิต โดยเชิญชวนประชาชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทหาร ตำรวจ เข้าร่วมกิจกรรม

 


ทั้งนี้กิจกรรมเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามีเจ้าหน้าที่ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส เจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยทหารพรานเฉพาะกิจที่ 45 และ 46 เจ้าหน้าที่จากกองทัพเรือ นาวิกโยธินภาคใต้ ค่ายจุฬาภรณ์และประชาชนจากภาคเอกชน ร่วมกันบริจาคกันอย่างคึกคัก ซึ่งทางเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ อบจ.นราธิวาส 



นำโดยนายสาหุดิน อาบู ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ร่วมให้กำลังใจกับผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องและสำหรับผู้ที่ร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็น กลุ่มที่ร่วมบริจาคโลหิตกันเป็นประจำ ซึ่งถือเป็นการร่วมทำบุญด้วยการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ และบางรายเป็นผู้บริจาครายใหม่ ที่อยากร่วมทำบุญซึ่งในรายใหม่นี้จะได้รับเข็มบริจาคโลหิตเป็นที่ระลึกด้วย

 


อย่างไรก็ตามสำหรับกิจกรรมครั้งนี้ กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ถือเป็นการจัดโครงการ “พยาบาลไทยบริจาคโลหิต ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ 90 วัน 9,999 ยูนิต" ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวัคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและวันพยาบาลแห่งชาติ 21 ตุลาคม 2565 พร้อมทั้งเป็นการแสดงพลังของพยาบาลไทย พลังของ "การให้" ด้วยการบริจาคโลหิต 

 





สำหรับการรับบริจาคโลหิตในวันนี้ คาดว่าจะได้รับโลหิตที่ร่วมกันบริจาครวมกว่า 60 ยูนิต ยูนิตละ 450 cc  โดยจะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จากนั้นจะกระจายไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอต่างๆในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสเพื่อช่วยเหลือคนไข้ที่ต้องใช้โลหิตในการรักษาต่อไป

กลุ่มธรรมะสบายดี มูลนิธิ 5000 ปีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขอเรียนเชิญร่วมงานบุญเททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินราช

 กลุ่มธรรมะสบายดี มูลนิธิ 5000 ปีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ขอเรียนเชิญร่วมงานบุญเททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินราช



ต้นธารบุญท่าน อาจารย์ ดร.ฐิติรัตน์ วิชัยดิษฐ ประธานมูลนิธิ 5000 ปี

ขอเรียนเชิญร่วมงานบุญเททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินราช พระมหากษัตริย์ผู้ซึ่งมีคุณูปการใหญ่หลวงกับปวงชนชาวไทยในการกอบกู้แผ่นดินสยามเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าในการครั้งนี้

จำนวน 18 บัลลังก์

 


ณ โรงหล่อสว่างในธรรม(อำนวยศิลป์)ต.ทัพยายท้าว อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

 




ในวันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม 2565 เวลา 07:44 น.

 

หมายเหตุ :การแต่งกายชุดไทยสีขาว หรือ สีครีม , เครื่องแบบ และ ชุดขาว

📲✨ สอบถามรายละเอียด คุณมาย ดารา

โทร.088-4151454 ID LINE : mywichaidit

 


4 ภารกิจยากที่ “ลุงตู่” ต้องตัดสินใจ ; นายหัวไทร

 4 ภารกิจยากที่ “ลุงตู่” ต้องตัดสินใจ ; นายหัวไทร

 


     หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังอยู่ในตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี โดยเริ่มนับตั้งแค่วันที่ 6 เมษายน วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันพล.อ.ประยุทธ์ได้ไปต่อถึงปี 68 เดินทางกลับเข้าทำเนียบทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปได้



       ภารกิจเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม เข้าทำเนียบให้บรรดาเอกอัคราชทูต ทูตที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใหม่เข้าพบ วันอังคารก็จะทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ และวันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม จะเดินทางไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมจากฤทธิ์ของพายุโนรู ที่จังหวัดอุบลราชธานี



      แต่หลังจากนี้ยังมีภารกิจที่ต้องตัดสินใจทันทีอีก 4 เรื่องที่รออยู่

      -ภารกิจแรกคือการตัดสินใจว่าจะปรับคณะรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่หรือไม่ 4 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แทนนิพนธ์ บุญญามณี จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกไปสู่คดีมนชั้นศาลกับ ป.ป.ช.ที่ถูก ป.ป.ช.กล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่เบิกจ่ายงบให้บริษัทเอกชนผู้ชนะการประมูลรถอเนกประสงค์ซ่อมบำรุงทางของ อบจ.สงขลา สมัยเป็นนายกฯอบจ.สงขลา ด้วยเหตุผลว่า พบมีการฮั้วประมูล

      แทนตำแหน่งของกนกวรรณ วิลาวัลย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา หลังศาลประทับรับฟ้องคดีบุกรุกป่าเขาใหญ่ ถือเป็นการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงด้วย มีคดีตัวอย่างที่ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐโดนมาแล้ว ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต

      ปรับแทนตำแหน่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง จากปฏิบัติการล้มประยุทธ์กลางสภา แต่แผนรั่วเสียก่อน จึงถูกเตะออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

      ปรับแทน ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากพรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกปลดพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อม ร.อ.ธรรมนัส จากปฏิบัติการล้มประยุทธ์เช่นกัน



       ทั้ง ร.อ.ธรรมนัส และ ดร.นฤมล เป็นเด็กในคาถาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และหลังจากถูกปลดก็ยังไม่มีการแต่งตั้งใครมาแทน แต่ในสถานการณ์ใกล้เลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง จึงน่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ในเร็ววัน เพราะคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็จะหมดวาระลงพร้อมวาระของสภาในวันที่ 23 มีนาคม 2566

      -ภารกิจที่สองคือการเตรียมความพร้อมในการจัดประชุมเอเปกในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่สำคัญคือจะแก้หน้าอย่างไรกับการที่ผู้นำโลกอย่าง “โจ ไบเดน” ไม่มาร่วมประชุมด้วย แค่ขออยู่ร่วมงานแต่งงานของหลาน ที่สำคัญคือในฐานะเจ้าภาพต้องจัดงานให้เป็นที่ประทับใจ เกิดประโยชน์กับชาติประเทศ และประเทศไทยให้มากที่สุดด้วย

     -ภารกิจที่หนักอึ้ง คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เห็นผลก่อนการเลือกตั้ง ชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้องของประชาชนจะต้องได้รับการแก้ไขด่วน รวมถึงปัญหาน้ำมันแพง สินค้าแพง ปุ๋ยแพง แต่ราคาผลิตผลการเกษตรบางตัวตกต่ำ ปาล์มเคยราคาพุ่งไปถึง 11-12 บาท/กก. แต่ช่วงเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ ราคารูดลงมาอยู่แค่ 5 บาท/กก.ในขณะที่ปุ๋ยราคาปรับขึ้นไป 120% จากเดิมกระสอบละ 800 บาท ปรับไปอยู่ที่กระสอบละ 1800-2000 บาท ราคาปาล์มรูดลงมาแล้ว แต่ราคาปุ๋ยยังค้างเติ่งอยู่ที่เดิม ทำให้ต้นทุนการปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5.90 บาท/กก.แล้ว แต่รัฐบาลยังประกันรายได้อยู่ที่ 4 บาท/กก.ยังไม่มีการทบทวน แถมยังมีการอนุมัติน้ำเข้าน้ำมันปาล์มมาอีก ทำให้สต็อกปาล์มมีมากถึง 300,000 ตันแล้ว จนกระทรวงพลังงานต้องปรับสูตรสัดส่วนผสมในน้ำมันดีเซล จาก B 5 B7 เป็น B 10 เพื่อลดสต็อกน้ำมันปาล์มลง

ยังรวมถึงยางพาราที่ราคาก็ไม่ดี ปุ๋ยยังมาแพงอีก รัฐบาลต้องควักเงินภาษีมาชดเชยราคายางพารา



     -ภารกิจสุดท้ายคือ หลังประชุมเอเปก นายกฯประยุทธ์จะต้องตัดสินใจว่า จะยุบสภา หรือจะอยู่ต่อจนหมดสมัย ซึ่งถ้าตัดสินใจว่ายุบสภา ก็น่าจะเกิดขึ้นปลายธันวาคม หรือต้นมกราคม หรือจะลากต่อไปจนถึงใกล้หมดวาระถึงยุบสภา เพื่อจะได้ทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ เพราะถ้าอยู่จนหมดวาระก็จะไม่ได้เป็นรัฐบาลรัฐบาล

       ที่สำคัญที่สุด พล.อ.ประยุทธ์จะต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้ ถ้าพอแค่นี้ก็จบข่าว เก็บกระเป๋ากลับบ้าน แต่ถ้าจะไปต่อก็ต้องมาร่วมกันพิจารณาว่าจะไปต่ออย่างไร ไปต่อกับพรรคพลังประชารัฐที่อยู่ในฐานะขาลง หรือไปกับพรรคใหม่ “รวมไทยสร้างชาติ” ที่แนวทางชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว



     แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า “เอกนัท พร้อมพันธุ์” เลขาธิการพรรคยืนยันชัดเจนว่า จะเสนอชื่อหัวหน้าพรรค (พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค) เป็นคาดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทางเลือกแค่พรรคพลังประชารัฐ ที่โอกาสจะได้เสียงมากจนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเองคงจะยากแล้ว ต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่นในการจัดตั้งรัฐบาล เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคสร้างอนาคตไทย รวมไทยสร้างชาติ หรือจะยังเลือกประชาธิปัตย์อยู่หรือไม่ หรือตะพลิกขั้วไปเลย ไปจับมือกับเพื่อไทย เพราะซีกนี้มีอำนาจต่อรองตรงที่มีสมาชิกวุฒิสภาอยู่ในมือ 250 เสียง อยู่ที่ว่าเพื่อไทยจะเอาด้วยหรือเปล่า แต่การเมืองอะไรก็ได้เกิดขึ้นได้ ถ้าการเจรจาผลประโยชน์ร่วมกันลงตัว

       นี้คือ 4 ภารกิจยากของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐนาวาลำนี้ ภารกิจที่ต้องตัดสินใจจะเดินหน้า หรือพอแค่นี้กับอายุที่ย่าง 68 ปีแล้ว

 #นายหัวไทร

มติชนออนไลน์ ;สัมภาษณ์พิเศษ นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง

 มติชนออนไลน์ ;สัมภาษณ์พิเศษ นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง



 

นิพนธ์’แม่ทัพสู้เลือกตั้ง ขันอาสาพา‘ปชป.’คัมแบ๊ก

 

ความพร้อมของพรรค ปชป.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

 

ขณะนี้พรรคมีความพร้อมเกือบทุกด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ได้ตั้งคณะกรรมการเตรียมการเลือกตั้ง โดยมอบหมายให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค ปชป. เป็นประธานคณะกรรมการ โดยผมเป็นเลขาธิการคณะกรรมการและเป็น

ผู้อำนวยการเตรียมการเลือกตั้ง เมื่อมีคำสั่งดังกล่าวถือว่ามีความชัดเจนจากพรรคแล้วว่ามีการเดินหน้าไปสู่การเตรียมการเลือกตั้ง

 

สำหรับเรื่องนโยบาย ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา นายจุรินทร์ได้มอบหมายให้นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. เป็นผู้ใหญ่ของพรรคที่ดูเรื่องเศรษฐกิจมาโดยตลอดได้เตรียมทำนโยบายต่างๆ ขณะเดียวกันนายจุรินทร์ยังได้มอบหมายให้คณะทำงานเพื่อดูเรื่องต่างๆ เพื่อกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการหยิบนโยบายใด ที่จะใช้เป็นประเด็นหลักในการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำสิ่งเหล่านี้มาปรับปรุง ทั้งนี้ หาก ปชป.จะคิดถึงเรื่องนโยบายก็จะต้องคิดถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยเช่น คนอื่นๆ ที่จะได้รับประโยชน์ รวมถึงเรื่องงบประมาณที่จะนำมาใช้ ไม่ใช่คิดอยากจะทำอะไรแล้วไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ใช่นิสัยของ ปชป. คิดว่าเตรียมไว้ครอบคลุมแล้ว

 

 

ในอดีตที่ผ่านมา ปชป.มุ่งที่การสร้างคน สมัยที่ร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และได้ขอดูกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการสร้างโครงการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นนมโรงเรียน อาหารกลางวัน และอาจจะมีเรื่องโครงการอาหารเช้า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการตั้งกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมถึงนโยบายเกี่ยวกับสาธารณสุขการเพิ่มค่าตอบแทนให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นี่เป็นนโยบายของ ปชป.ที่พูดแล้วทำได้จริงและยั่งยืนด้วย ไม่ใช่คิดนโยบายแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะได้คะแนน ไม่ใช่นิสัยที่ ปชป.จะทำ โดยไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบ และวันนี้คำว่าสร้างคนของ ปชป.ยังเดินหน้าอยู่ นอกจากนี้ นายจุรินทร์ยังมอบให้นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ มาดูแลเรื่องการศึกษาที่ทันสมัย ได้เน้นการสร้างคนสร้างชาติ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งแล้วจะเปลี่ยนนโยบาย มันไม่ใช่ เราดูเค้าโครงปัญหาของประเทศแล้วเอาปัญหานั้นมาตั้งเป็นนโยบาย

 

เมื่อเตรียมเรื่องนโยบายเสร็จ คิดว่าเตรียมเรื่อง ส.ส.ตัวบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะเวลาจะนับมือกันนับกันที่ ส.ส. แม้นโยบายจะดีแค่ไหน แต่ถ้า ส.ส.ไม่ได้รับเลือก นโยบายของพรรคก็ยากที่ไปสู่การปฏิบัติได้ ฉะนั้น การได้ที่นั่ง ส.ส.จึงเป็นปัจจัยสำคัญ พรรคต้องพิถีพิถันคัดคนที่มีโอกาสมากที่สุด บางพื้นที่อาจต้องทำโพลเพราะมีคนแจ้งความประสงค์เกินจำนวนที่นั่ง ขณะนี้คิดว่าตัวของผู้ว่าที่สมัคร ส.ส.อยู่ที่ 95% ไม่ได้เป็นปัญหา

 

วางเป้าหมายจำนวน ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าไว้อย่างไร

 

คราวที่แล้วเราได้ 52 ที่นั่ง คราวนี้ ปชป.มั่นใจได้มากกว่าเดิมแน่นอน เพราะนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เอาตำแหน่งทางการเมืองการันตีแล้วว่าหากได้ต่ำกว่าเดิม ท่านเลิกเล่นการเมืองเลย ฉะนั้น ท่านต้องทำทุกอย่างเพื่อนำไปสู่ชัยชนะการเลือกตั้ง

 

โดยเฉพาะภาคใต้ที่เป็นฐานที่มั่นของ ปชป.ที่จากเดิมได้ 22 ที่นั่ง จาก 50 ที่นั่ง ถือว่าเราเสียหายเยอะ ตอนนี้พยายามแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ การแบ่งเขต ส.ส.เพิ่มเป็น 400 เขต ภาคใต้เพิ่มเป็น 58 เขต เมื่อดูตัวผู้สมัครแล้ว มีความมั่นใจว่าจะได้ 35-40 ที่นั่ง ตัวเลขนี้ไม่ใช่ความเพ้อฝัน ขณะที่พื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และพื้นที่ภาคกลางก็มีความแข็งแกร่งขึ้น จากการได้นายสุชัชวีร์และ น.ส.วทันยา บุนนาค สมาชิกพรรค ปชป. เข้ามาเป็นจุดที่ช่วยปิดช่องว่าง เพราะมีการกล่าวหา ปชป.มีแต่คนรุ่นเก่า อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมของประเทศตั้งเป้าไว้ 75-80 ที่นั่ง

 

ทั้งนี้ ปชป.เป็นสถาบันทางการเมืองที่คนทุกวัยมีโอกาส ทุกรุ่นกลุ่มอายุมีโอกาสที่นี่ เราไม่ได้บอกว่าที่นี่เป็นที่เฉพาะของคนสูงวัยเท่านั้น ไม่จริง เราให้โอกาสกับคนทุกคน

 

หากมีการใช้กติกาการเลือกตั้งใหม่ ที่เป็นบัตร 2 ใบ หารด้วย 100 หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเอื้อพรรคใหญ่

 

ทั้งสองอย่าง เอื้อกับพรรคใหญ่ก็ส่วนหนึ่ง ตอนที่เป็นบัตรใบเดียวทำให้คนต้องตัดสินใจ ทางเลือกของประชาชนมีน้อยลง แต่เมื่อเป็นบัตร 2 ใบ ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงมาก ประชาชนก็ยังพอมีโอกาสเลือกได้ทั้งคนและพรรค รวมถึงช่วยลดความขัดแย้งในพื้นที่ คิดว่าแล้วแต่คนมอง แต่ท้ายที่สุดต้องอยู่กับประชาชนเป็นคนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่หากไม่ได้ดูแลประชาชน ก็ยากที่ประชาชนจะให้คะแนน คิดว่าบัตร 2 ใบอาจจะมีผลบ้าง แต่ไม่ใช่ตัดชี้ขาดในทางการเมือง ทางการเมืองตัวชี้ขาดคือประชาชน แต่ ปชป.ก็พร้อมสู้ วันนี้คิดว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ปชป.เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งแล้ว

 

จุดแข็งของ ปชป.ที่จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง

 

1.ปชป.เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ยืนยันมาตลอด 76 ปี เราแข่งกับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งได้เป็นนายกรัฐมนตรี เราแข่งกันมาทุกยุคทุกสมัย ฉะนั้น จึงไม่หวั่นไหวกับการสู้พรรคใหม่ๆ และความเป็นประชาธิปไตยใน ปชป.ก็มีสูงกว่าพรรคอื่น 2.บุคลากร ปชป.มีบุคลากรทุกวัย ไม่ได้มีเฉพาะผู้อาวุโสเท่านั้น คนรุ่นใหม่ก็มีเยอะและยังทยอยเข้ามาเพิ่มด้วย เมื่อถึงเวลาจะเปิดให้เห็นเลยว่ามีคนรุ่นใหม่กว่าพรรคการเมืองบางพรรคที่อ้างว่าเป็นของคนรุ่นใหม่ด้วยซ้ำ และ 3.นโยบายที่จับต้องได้ มีความยั่งยืน อาจจะไม่ถูกใจไปทุกอย่างเพราะความเป็นสถาบันการเมือง ความที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม คะแนนใครก็อยากได้ แต่ถ้าเราได้คะแนนแล้วทำให้บ้านเมืองและประชาได้รับความเสียหาย ต้องระมัดระวังในการกำหนดนโยบาย

 

จะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อย่างไร

 

ตรงนี้เป็นจุดที่ ปชป.ต้องเข้าไปให้ความสำคัญมากขึ้น การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในพรรคมากขึ้น เป็นสิ่งที่พรรคต้องดำเนินการแต่พรรค ปชป.ก็ไม่ใช่ของคนรุ่นใหม่อย่างเดียว แต่เป็นของคนทุกรุ่น คนรุ่นใหม่ต้องมีโอกาส และความผสมผสานสิ่งนี้เราก็ต้องมี คนทุกวัยต้องไปด้วยกัน

 

มั่นใจหรือไม่ว่าจะกลับมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้อีกครั้ง

 

หากจะพูดก่อนการเลือกตั้งคงจะไม่ดีเท่าไร ต้องพูดหลังการเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ต้องพูดคุยกันในวันหน้า ต้องดูตัวเลขของการเลือกตั้งและดูว่าใครเป็นพรรคแกนหลัก เขามีนโยบายอย่างไร ประชาชนคิดอย่างไรกับแต่ละพรรคแล้ว เราค่อยตัดสินใจ ส่วนเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่นอกจากนายจุรินทร์แล้วจะมีใครอีกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะต้องไปคุยกันว่าจะใช้โมเดลวิธีการอย่างไร แต่เชื่อว่า ปชป.เชื่อมั่นในคณะบุคคล พรรคไม่ได้ไปฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง มีบุคลากรที่พร้อมจะนำพาประเทศให้เดินหน้าได้

 

พรรค ปชป.มีศักยภาพมากพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

 

เราไม่ได้หวังไกลขนาดนั้น แต่เรามีบทเรียนในอดีตเมื่อปี 2535 ที่มีการเลือกตั้งสองครั้ง ในการเลือกตั้งครั้งแรกพรรค ปชป.มี ส.ส.ประมาณ 46 ที่นั่ง แต่เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปชป.ได้มาถึง 79 ที่นั่ง จึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อมองประวัติศาสตร์เรื่องนี้ จากจำนวน ส.ส. 52 คนในวันนี้ ถ้าพรรค ปชป.ได้ ส.ส.เพิ่มมาเป็น 80 คน ก็ไม่แน่ แต่ก็อยู่ที่ว่าใครจะรวบรวมเสียงได้มากกว่ากัน

 

มีหลายพรรคต้องการแย่งฐานเสียงเดิมของพรรค ปชป. มีความกังวลหรือไม่

 

ไม่กังวล ทุกครั้งที่มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ภาคใต้ก็แข่งกันทุกครั้ง ที่ผ่านมามีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆ เยอะจนบางทีจำชื่อไม่ได้ สิ่งเหล่านี้พรรค ปชป.ประสบมาเยอะ และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่จะมีการแข่งขันกันในทางการเมือง เราเอาความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นเป็นบทเรียน อะไรที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็ไม่ทำซ้ำ ต้องระมัดระวัง การเมืองสามารถพลิกในชั่วข้ามคืนก็ได้ เพราะฉะนั้น ในทางการเมืองต้องระมัดระวังตลอดเวลา ในพื้นที่ภาคใต้เรามีความมั่นใจมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเสียอีก ครั้งนี้ตั้งมั่นที่จะทวงคืนพื้นที่ที่เราเสียไปในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ต้องเร่งแก้ปัญหาจุดอ่อนในพื้นที่