โฆษณา

จำนวนผู้เข้าชม

วิเคราะห์ เจาะลึก มุมมองการเมือง พบกับนายหัวไทรนักข่าวหัวเห็ด จาก ปลายด้ามขวานชายแดนใต้

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

นราธิวาส หญิงชราชาวบ้านไทยจี้ตรวจสอบทุจริตจ่ายเงินเยียวยาอุทกภัย ส่อเค้าพิรุธไม่ได้รับความเป็นธรรม(มีคลิป)

 นราธิวาส  หญิงชราชาวบ้านไทยจี้ตรวจสอบทุจริตจ่ายเงินเยียวยาอุทกภัย ส่อเค้าพิรุธไม่ได้รับความเป็นธรรม(มีคลิป)




 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 พ.ค.67 ที่วัดชัยรัตนาราม หรือ วัดบ้านไทย ม.3 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้มีตัวแทนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน 2 ตำบล คือ บ้านร่อน ม.2 บ้านไทย ม.3 บ้านแกแม ม.4 บ้านแกแม 9 ม.9 บ้านบูเก๊ะบูแย ม.11 ต.ตันหยงมัส และบ้านลาไม ม.6 ต.บองอ จำนวนกว่า 400 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 และ 25 ธ.ค.66 ที่ผ่านมา 

เนื่องจากไม่มีความเป็นธรรมต่อการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย โดยมีชาวบ้านที่รวมตัวกันในครั้งนี้ ไม่ได้รับการเยียวยาถึงร้อยละ 80 ด้วยเหตุผลไม่มีหลักฐานภาพถ่ายความเสียหายแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และบางส่วนจากปัญหาภาพถ่ายที่ส่งเจ้าหน้าที่ไม่ตรงกับหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ซึ่งการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้มีชาวบ้านได้รับเงินเยียวยาสูงสุด 77,000 บาท และได้รับต่ำสุด 100 บาท คือ นางธัญาภรณ์ ยอดแก้ว 51 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการ

 โดยมีตัวแทนชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ติดกับบ้านเช่าของนางธัญาภรณ์ (หญิงพิการ) ได้พูดในระหว่างการรวมตัวของชาวบ้านว่า แกเช่าบ้านอยู่แถมเป็นผู้พิการด้วย แต่เอาอะไรมาวัดว่าได้แค่ 100 เดียว ความเสียหายแกไม่เท่าเทียมกับคนอื่น ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องนุ่งห่มและทรัพย์สินอีกจำนวนหนึ่ง และในระหว่างที่ตัวแทนชาวบ้านพูดแทนนางธัญยาภรณ์ แกจะพยายามอธิบายด้วยการใช้มือและมีสีหน้าดวงตาที่เศร้าสร้อยแทบจะร้องไห้ออกมา

 ซึ่งความเห็นโดยรวมของชาวบ้านไทยต้องการให้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เป็นคณะกรรมการการพิขารณาตอบแทนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ ให้ลงมาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วยตาตนเอง แทนการพิจารณาด้วยภาพและบันทึกข้อความของผู้ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการสำรวจความเสียหาย มิเช่นนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่จบและบานปลาย และคาดว่าหากมีการพิจารณาในลักษณะนี้ ชาวบ้านทั้งจังหวัดคงจะประสบปัญหาเช่นเดียวกัน หรือจะยอมให้ชาวบ้านตราหน้าว่าโกงกินแม้กระทั่งชาวบ้านตาดำๆที่ได้รับความเดือดร้อนเช่นนี้

 แต่ถึงอย่างไรก็ตามได้มีนางสาวแอเสาะ เจ๊ะโอะ 45 ปี ซึ่งเป็น 1 ในชาวบ้านไทยที่ไม่ได้การเงินเยียวยาจากอุทกภัยในครั้งนี้ ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูบ้านพัก ซึ่งปลูกสร้างอยู่ติดกับคลองห้วยจูซิง บ้านแกแม ม.3 ที่บ้านพักต่ำกว่าถนนสายหลัก 1.5 เมตรและเป็นทางน้ำไหลผ่าน มีสภาพบ้านถูกกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากพัดฝาผนังถล่มไปเกือบทั้งหลัง และมีเศษซากอิฐบล็อบตกเกลื่อนไว้ดูต่างหน้า เมื่อนางสาวแอเสาะ ไม่ได้รับเงินเยียวยา จึงได้หาแผ่นสังกะสีเก่าๆของเพื่อนบ้าน รวมทั้งแผ่นป้านโฆษณาต่างๆมาปิดทับไว้ เพื่อที่จะสามารถอาศัยอยู่ได้ นอกจากนี้แล้วพื้นที่ดังกล่าวมีชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวน 20 ครัวเรือน มีชาวบ้านไม่ได้รับเงินเยียวยาอาศัยอยู่จุดนี้ จำนวน 3 ครัวเรือน ที่รอความหวังจากเงินเยียวยา เพื่อนำมาซ่อมแซมบ้าน

 ด้าน น.ส.แอเสาะ เจ๊ะโอะ เปิดเผยว่า รู้สึกน้อยใจมากๆเพราะสภาพบ้านคือพังเสียหายแทบทั้งหลังแต่ไม่ได้รับเงินเยียวยาเลยสักบาท บวกกับดิฉันมีฐานะยากจนและลำบากด้วย ตอนเกิดเหตุน้ำท่วมข้าวของเครื่องใช้รวมถึงเสื้อผ้าที่บ้านหายไปกับน้ำหมดเลย เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวก็ไม่มีจะใส่ ตอนที่ไปลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตำบล หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็มาตรวจสอบที่บ้านแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่มีชื่อซึ่งเจ้าหน้าที่เอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัดตรงนี้ 

ในวันที่เกิดน้ำท่วมต้องหนีไปอยู่บนถนน และที่สงสัยมากก็คือในบริเวณนั้นที่ไม่ได้รับเงินเยียวยามีแค่ 3 หลังเท่านั้น ซึ่งเป็นบ้านของดิฉันบ้านพี่ชายและบ้านของแม่ แต่หลังอื่นได้หมดทุกหลัง ก็เลยเกิดความสงสัยว่าเจ้าหน้าที่เอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัดตรงนี้ ซึ่งตอนแรกเจ้าหน้าที่แจ้งว่ารายชื่อตกรอรอบสองแต่พอหลังจากรอบสองแล้วก็ไปลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตำบล ก็มีเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบแต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเลย 

 นางพัฒนี เหมพันธ์ กล่าวว่า อุทกภัยน้ำท่วมที่ผ่านมาทำไมเงินเยียวยาไม่ได้รับความเป็นธรรม เอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัดที่ให้เงินมาแบบนี้ ขอให้มีการตรวจสอบด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน เงินที่ได้มาทำไมได้แค่ 100 ถึง 200 บาท ถ้าได้แค่นี้แล้วจะเอามาทำอะไร ขอให้ช่วยตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเจ้าหน้าที่หรือส่วนไหนมีการทุจริต


 เพราะตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนมากฝากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องดูแลด้วย ส่วนที่บ้านตอนนี้ข้าวของยังล้างไม่หมดเลย แต่ได้รับเงินเยียวยาแค่ 2,000 บาท เทียบกับค่าน้ำยาซักผ้ายังไม่คุ้มกันเลย ในวันที่เกิดเหตุน้ำท่วมติดอยู่ในบ้าน 2 วันแต่ยังดีที่เพื่อนบ้านเอาข้าวมาให้ 

ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน เว็ปไซ่ต์ปลายด้ามขวานชายแดนใต้



ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน 

ทำไม สส.ตัดงานปรับภูมิทัศน์ สร้างวิหารครอบรอยพระพุทธบาท“เขาพังไกร”

 ทำไม สส.ตัดงานปรับภูมิทัศน์ สร้างวิหารครอบรอยพระพุทธบาท“เขาพังไกร”

…..


ผมก็งงว่า ทำไมงบประมาณในการปรับภูมิทัศน์บนเขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเสนอโดยองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว (อพท.)ถึงถูกตัดออกไปในงบประมาณปี 67

ถูกตัดในชั้นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ และผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรให้ตัดงบก้อนนี้ออกไป

เขาพังไกร ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง และ อพท.รับไว้เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษ แต่เมื่อมีการเสนอของบประมาณเพื่อปรับภูมิทัศน์บนเขาพังไกร กลับไม่ได้รับความใส่ใจจากสภาผู้แทนราษฎร ตัดงบทิ้งเฉย ซึ่ง #นายหัวไทร ไม่รู้ถึงเหตุผลในการตัด การชี้แจงของหน่วยงานเสนอของบกรรมาธิการงบฯเข้าใจหรือเปล่า

กล่าวถึง “เขาพังไกร” ต้องมีตำนานผู้โยงกับช้างแน่นอน เพราะมีคำว่า “พัง” หมายถึงช้างตัวเมีย นครศรีธรรมราช มีเรื่องของช้างหลายเชือก เช่น พลายจำเจิญ พลายดำ ช้างตัวเมียเชือกหนึ่งมาล้มที่เขาพังไกร จึงตั้งชื่อชุมชนย่านนี้ว่า “เขาพังไกร”

เขาพังไกร ยังมีจุดชมวิวและมีรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่ตั้งบนยอดเขาพังไกร สามารกชมทิวทัศน์ใด้ 360 องศา จึงเป็นจุดขายทางด้านการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เหมาะแก่การพัฒนา และยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอ พร้อมๆกับการศึกษาเรียนรู้วิถีเกษตร แหล่งทำนาใหญ่ของอำเภอหัวไทร

ตามประวัติศาสตร์การปกครอง เขาพังไกรเคยเป็นที่ตั้งของอำเภอ แต่ต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่หัวไทรในปัจจุบัน “เขาพังไกร” ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า ราวปลายกรุงสุโขทัย ตำบลเขาพังไกรขณะนั้นนับเป็นเมืองที่เก่าแก่เมืองหนึ่ง ซึ่งมีความเจริญทางด้านการเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำในสมัยนั้น จนมาถึงปัจจุบันพื้นที่ ต.เขาพังไกร ก็ยังเป็นแหล่งปลูกข้าวขนาดใหญ่และมีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ เป็นดินแดน 2 ลุ่มน้ำคือลุ่มนำปากพนังและลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จึงมีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก 

เขาพังไกรมีอัตลักษณ์การดำรงวิถีชีวิตชาวนาไทยอย่างชัดเจน มีข้าวสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ยังมีการปลูกกันอยู่ เช่น ข้าวไข่มดริ้ว ส้มโอทับทิมสยามก็เริ่มขยายพื้นที่ปลูกจากปากพนังมาถึงหัวไทร มาถึงเขาพังไกรแล้ว

เขาพังไกร โดยเฉพาะบนเขาพังไกร จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนา ยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเชื่อมโยงกับชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวิถีชีวิตและประเพณีจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวและร่วมกิจกรรมที่ชุมชนร่วมจัดขึ้น สร้างงานสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ภายใต้การดูแลของ อพท.และท้องถิ่น

รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา (สมัยที่ผ่านมา) พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยเดินทางขึ้นไปร่วมกิจกรรมบนเขาพังไกรมาแล้ว และเคยรับปากจะช่วยผลักดันโครงการปรับภูมิทัศน์และสร้างวิหารครอบรอยพระพุทธบาทมาแล้ว

ผมเองได้ขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาทบนเขาพังไกรมาแล้วสองครั้ง เพิ่งไปมาเมื่อไม่นานมานี้เอง และเพิ่งรู้ว่าบนเขาพังไกรมารอยพระพุทธบาท และรู้สึกตื่นตาตื่นใจเมื่อได้ไปสัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เห็นท้องนาเขียวขจียืนต้นขนานไปกับต้นตาลสูงเด่นเป็นสง่า


แต่น่าเสียดายโครงการปรับภูมิทัศน์และสร้างวิหารครอบรอยพระพุทธบาทบนเขาพังไกร ถูกตัดทิ้งอย่างไม่ใยดีจากสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นไรครับ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั้น

 #นายหัวไทร

 #ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน

 #เขาพังไกร

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

โจรใต้ป่วนเชิงสัญลักษณ์วันก่อตั้งขบวนการมนูญาฮีดีนมลายูปัตตานี2อำเภอที่นราธิวาส (,มีคลิป)

 


โจรใต้ป่วนเชิงสัญลักษณ์วันก่อตั้งขบวนการมนูญาฮีดีนมลายูปัตตานี2อำเภอที่นราธิวาส (,มีคลิป)       
                             
     


                                     

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 16 พ.ค.67 พ.ต.อ.ศุภชัย ศุภกิจจารักษ์ ผกก.ส.รือเสาะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีคนร้ายก่อกวนลอบวางเพลิงกล้องวงจรปิดและเผายางรถยนต์บนถนนในพื้นที่ 4 ตำบล คือ ลาโล๊ะ รือเสาะออก สาวอ และ ต.สุวารี จำนวน 8 จุด จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมร่วมเดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุกับ พ.อ.สิทธิชัย บำรุงเขต ผบ.ฉก.ทพ.46 และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้รับการประสานจาก พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผบก.ภ.จว.นราธิวาส หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ถ้าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนให้กันพื้นที่ไว้ โดยให้กำลังพลเจ้าหน้าที่ทหารพราน กรมทหารพรานที่ 46 และเจ้าหน้าที่ตรวจ สภ.รือเสาะ ทำการลาดตระเวนเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยก่อนเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยให้สำรวจความเสียหายในเบื้องต้น จนกว่าพื้นที่ปลอดภัยจึงให้หน่วยงานที่เกิดข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่กลุ่มคนร้าย อาจจะมีการวางแผนลวงเจ้าหน้าที่เข้าที่เกิดเหตุและวางระเบิดซ้ำ เนื่องจากในวันนี้เป็นวันก่อตั้งขบวนการมนูญาฮีดีนมลายูปัตตานี ที่กลุ่มคนร้ายต้องการสร้างสถานการณ์เชิงสัญลักษณ์

จากการสำรวจความเสียหายในเบื้องต้น พบว่า 1. พื้นที่ ต.ลาโล๊ะ จำนวน 2 จุด คือ เผากล้องวงจรปิด บริเวณวงเวียนในพื้นที่บ้านบริจ๊ะ หมู่ 7 ได้รับความเสียหาย 3 ตัว และเหตุเผายางรถยนต์บนถนน สายบ้านบริจ๊ะ - บ้านลาโล๊ะ จำนวน 1 จุด 2. ในพื้นที่ ต.รือเสาะออก จำนวน 1 จุด เหตุก่อกวนเผายางรถยนต์บริเวณกลางเนินเส้นทาง 4016 ในพื้นที่บ้านกาโด๊ะ หมู่ 4 , 3. ในพื้นที่ ต.สามัคคี จำนวน 3 จุด เหตุก่อกวนเผายางรถยนต์บนถนนเส้นทางรอง รอยต่อ หมู่ 4 บ้านบาโงกือเต๊ะ กับ หมู่ 5 บ้านละหาน ต.สามัคคี จำนวน 1 จุด เหตุก่อกวนเผายางรถยนต์บริเวณถนนเส้นทางรองใกล้สะพานกลางทุ่งนา รอยต่อ หมู่  2 บ้านมะนังปันยัง กับ หมู่ 5 บ้านละหาน จำนวน 1 จุด และเหตุเผายางรถยนต์บริเวณบาราเซาะบ้านโต๊ะแนปา หมู่ 6 จำนวน 1 จุด 4. พื้นที่ ต.สาวอ เหตุเผายางรถยนต์บนถนนหน้าโรงเรียนดารุลอันวาร์ หมู่ 2 บ้านสาวอฮูลู จำนวน 1 จุด และ 5. พื้นที่ ต.สุวารี เหตุเผายางยนต์โดยนำไปแขวนบนเสาไฟฟ้า หน้า อบต.สุวารีเก่า ในพื้นที่ หมู่ 5 บ้านกูโบร์ จำนวน 1 จุด

ส่วนพื้นที่ อ.บาเจาะ พ.ต.อ.ลุกมาน บาเกาะ ผกก.สภ.บาเจาะ รับแจ้งเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมสาย 42 ม.3 ต.กาเยาะมาตี จึงได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบหม้อแปลงไฟฟ้าได้รับความเสียหาย โดยบริเวณริมถนนห่างจากเสาไฟฟ้าที่ติดตั้งหม้อแปลง ประมาณ 10 เมตร เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืน เอ็ม.16 จำนวน 2 ปลอกตกอยู่ จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกันพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบในโอกาสต่อไป จากการสอบถามพยานแวดล้อมในเบื้องต้น พบว่า ในช่วงเวลา 03.00 น. ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด หลังจากนั้นกระแสไฟฟ้าได้ดับลง พร้อมทั้งได้เจ้าเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบดังกล่าว

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของสมาชิกแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เป็นเชิงสัญลักษณ์วันก่อตั้งขบวนการมนูญาฮีดีนมลายูปัตตานี



ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน

นราธิวาส ชาวลำภูกว่า1พันครัวเรือนรวมตัวกันเดินทางมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน กรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ถกน้ำท่วมหนักในรอบ50ปี เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ได้ค่าเยียวยาไม่เป็นธรรม โอดจี้นายกฯเศรษฐาช่วยเหลือ ด่วน!

 นราธิวาส  ชาวลำภูกว่า1พันครัวเรือนรวมตัวกันเดินทางมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน กรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ถกน้ำท่วมหนักในรอบ50ปี เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ได้ค่าเยียวยาไม่เป็นธรรม โอดจี้นายกฯเศรษฐาช่วยเหลือ ด่วน!

  


 เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 พ.ค.67 ที่วัดลำภู ม.2 ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส ได้มีตัวแทนชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านคลองไทร ม.1 บ้านลำภู ม.2 บ้านทุ่งขนุน ม.3 บ้านโคกโก ม.4 และบ้านทุ่งงาย ม.9 ต.ลำภู จำนวนกว่า 300 คน ภายใต้การนำของนางวิชชุเวช เอียดเต็ม ได้รวมตัวกันเดินทางมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชน กรณีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 ถึง 28 ธ.ค.66 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักในรอบ 50 ปี


 ซึ่งการรวมตัวร้องทุกข์ของชาวบ้านในครั้งนี้ ได้มีการนำเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมทั้งภาพถ่ายที่บันทึกความเสียหายของบ้านพักและทรัพย์สินภายในครัวเรือนทางโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งภาพถ่ายความเสียหายที่ได้ไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ผู้สื่อข่าวดู จากการสำรวจของเจ้าหน้าที่ อบต.ลำภู ส่งไปยังเจ้าหน้าที่อำเภอและสิ้นสุดที่เจ้าหน้าที่จังหวัด

 ก่อนที่จะมีการพิจารณาตามกฏเกณฑ์จ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวบ้านแต่ละหลังหรือแต่ละครัวเรือน ซึ่งที่ผ่านมามีชาวบ้านได้รับเงินสูงสุด 52,000 บาท และต่ำสุดเพียง 720 บาท แต่มีชาวบ้านอีก จำนวนกว่า 800 ราย ที่ไม่ได้เงินเยียวยา เนื่องจากขัดต่อระเบียบคือ ไม่มีภาพถ่ายความเสียหาย รวมทั้งภาพถ่ายความเสียหายที่ส่งให้เจ้าหน้าที่สูญหายโดยที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ ประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัย ไม่มีโทรศัพท์มือถือบันทึกความเสียหาย ส่วนใหญ่ทรัพย์สินภายในบ้านพัดจะถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดหายไป และได้มีการแจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว ตาเมินเฉยจนชาวบ้านไม่รับเงินเยียวยาไปในที่สุด







ต่อมาตัวแทนชาวบ้านได้นำผู้สื่อข่าวไปดูตัวอย่างการจ่ายเงินเยียวยาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม คือ บริเวณริมถนนลำภูโคกโก ม.
2 ซึ่งเป็นจุดที่เรือยนต์ที่ช่วยกันอพยพชาวบ้าน ถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดจนเรืออับปาง ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวทางการให้เงินเยียวยา 50,000 บาท แต่บ้านพักที่ปลูกสร้างติดกันของนางสมศรี นวาโย เลขที่ 111 ที่ผู้สื่อข่าวเห็นความเสียหายของซากปรักหักพังของบ้านพักที่ยังไม่ได้มีการซ่อมแซม ได้เงินเยียวยาเพียง 3,500 บาท ทั้งๆที่เสียหายอย่างหนักเหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่ใช้กฏเกณฑ์อะไรตัดสิน จนนางสมศรี ไม่สามารถที่จะนำเงินเยียวยามาซ่อมแซมบ้านพักได้ จึงต้องตัดสินใจไปอาศัยบ้านเช่าในตัวเมืองเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส เป็นการชั่วคราว



 ด้านนางกนกวรรณ สมบูรณ์  อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 72 ม.9 ต.ลำภู กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า บ้านเสียหายหมดทุกอย่างเลยบ้านสองหลังน้ำท่วมสูงจนไม่มีที่จะอยู่ ตัวเองติดอยู่ข้างนอกเดินเข้าไปเพื่อที่จะเข้าไปช่วยลูก ถึงวันนี้ไม่ได้เงินเยียวยาสักบาทเพราะไม่มีชื่อ อยากจะรู้ว่าเขาเอาเงินไปไหนหมดเราก็ต้องใช้จ่าย ร้านค้าก็พังเสียหายจึงอยากจะฝากทางผู้ใหญ่ให้ช่วยเหลือชาวบ้าน ที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาเพราะเดือดร้อนกันทุกคน เราจะเอาหลักฐานจากไหนมาในสถานการณ์นั้นแค่เอาชีวิตรอดมาได้ก็บุญแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บอกว่าจะเอาหลักฐานเราก็ไม่มีหลักฐานอะไรเลย มีแต่ข้อมูลที่น้ำซัดพาไปหมด โดยเจ้าหน้าที่จะเอาหลักฐานเป็นภาพถ่ายหมูที่ลอยน้ำเกือบ 40 ตัว ลอยไปกับน้ำหมดเลย ประเมินความเสียหายประมาณ 600,000 ถึง 700,000 บาท ซึ่งวันนี้ตัวเองไม่เหลืออะไรเลย ต้องมาเป็นหนี้และใช้หนี้เพราะไปกู้เงินมาเลี้ยงหมู

 ด้านนางวิชชุเวช เอียดเต็ม แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า ตอนนี้ประชาชนที่จังหวัดนราธิวาสเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมหนัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประกาศภัยพิบัติ 100% แต่เราได้รับการเยียวยาได้อย่างน่าเกลียดมากไม่มีความเป็นธรรม ขัดต่อระเบียบกระทรวงการคลังที่รัฐบาลเปิดให้ช่วยเหลือชาวบ้าน อาจจะเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการของคนที่ให้ข้อมูล และผู้ที่สำรวจข้อมูล ซึ่งยอมรับว่าผู้สำรวจข้อมูลเองก็รับฟังคำสั่งมาเป็นทอดๆว่าเอาหลักฐานแค่ไหน แต่ความเป็นจริงภาพความเสียหายให้เห็นทั่วประเทศและทั่วโลก ว่าคนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างไรบ้าง น้ำท่วมขนาดไหนลำพังจะเอาชีวิตรอดออกมายังยากเลย


 ในเมื่อรัฐบาลเองต้องการให้ประชาชนหมดหนี้ ต้องการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข แต่วันนี้กลับตรงกันข้ามกันกับสิ่งที่ชาวบ้านได้รับ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสถานะตอนนี้แย่ลงมาก ทุกคนต้องเป็นหนี้เป็นสิน ต้องกู้เงินสหกรณ์ กู้เงินสัจจะ กู้เงินเงินกองทุน แม้กระทั่งต้องกู้เงินนอกระบบ เพื่อมาสร้างครอบครัวใหม่คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมไม่มาดูตอนที่ของเน่าเต็มบ้านเสื้อผ้าจะเอาคลุมตัวยังไม่มี แม้กระทั่งที่นอนยังไม่มีเลยเสื่อยังลอยน้ำ ซึ่งเงินเยียวยาที่มากสุดเท่าที่ได้ยินมา 52,000 บาท กับบ้านพังทั้งหลังรถยนต์กี่คัน 


แล้วเจ้าหน้าที่บอกว่าให้ถ่ายรูปมา สถานการณ์น้ำท่วมปลั๊กไฟน้ำเข้าโทรศัพท์หล่นหายไปกับน้ำแล้วจะเอาอะไรมาถ่าย โดยคุณจะต้องใช้สามัญสำนึกไม่ว่าผู้ใหญ่ระดับไหนก็ตาม แต่วันนี้อยากให้ผู้ใหญ่รื้อระบบคิดใหม่ทำใหม่ ใช้สามัญสำนึกให้นึกถึงหลักความเป็นจริงว่าน้ำท่วมหนักขนาดนี้ ความเสียหายหนักขนาดนี้ เขาต้องได้รับการชดเชยขนาดไหนถึงจะมีคุณภาพชีวิตอยู่ได้ โดยที่เอาอะไรมาเป็นเกณฑ์มาวัด ถึงอยากจะเรียกร้องนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ช่วยรื้อระบบหรือไม่ก็สำรวจใหม่ทั้งจังหวัดในส่วนของพื้นที่ที่มีความเสียหาย

ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน สื่อออนไลน์ เว็ปไซต์ปลายด้ามชายแดนใต้ 

 

 

วอนสื่อ บก.ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้ รับเรื่องราว..อดีตแดนเซอร์ รายการทูไนท์โชว์ ตกอับอย่างหนัก


วอนสื่อ บก.ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้  รับเรื่องราว..อดีตแดนเซอร์ รายการทูไนท์โชว์ ตกอับอย่างหนัก







 แดนซ์เซอร์ ทไวไลท์โชว์  ตกอับอนาถา ตัวเองอายุมากและมีโรควูบ ประจำตัว ลำบากเลี้ยงแม่ และสามีที่ป่วยหนัก ลูสุดอนาถา น้องกุ้ง ..จินตนา ชนุดรัมย์

บก.ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้  ได้รับเรื่องราว...
อดีตแดนเซอร์ รายการทูไนท์โชว์ ตกอับอย่างหนัก เอาบ้านิและรถยนต์ไปเข้าจำนอง ไม่รู้จะโดยึดเมื่อไหร่ ที่หนักกว่านั้น แม่ที่แก่และป่วยหนัก อายุ70กว่าผ่าตัดหัสมาแล้วสามครั้ง เดินแทบไม่ได้










 และต้องคอยดูแลสามีอายุ60กว่าปีที่เป็นมะเร็งลำไส้ น้องชายก็ตกงานเพราะเป็นคนตัวเล็ก หางานยาก ลูกชายคนเดียวก็ได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้าง เพราะเวลาไปเรียนบางครั้งต้องอดหารการบ่อยๆ เพื่อประหยัดเงินค่าหอพัก ตัวเองก็อายุมากมีโรคประจำตัว หน้ามืด บางครั้งก็ไปนั่งขายพระเครื่อง ได้บ้างไม่ได้บ้าง แถมยังกูเงินนอกระบบหลายจ้าว เพื่อมาบรรเทาครอบครัว จนไม่มีเงินที่จะหมุนไปโปะ แต่ละเจ้าที่กู้มา ทำให้ลำบากตรากตรำ ทรมาน  

สำหรับท่านที่มีเมตา จะช่วยเหลือ น้องและครอบครัวน้องกุ้ง 

หมายเลขบัญชี  7270624968  ธนาคารกรุงไทย ชื่อ  จินตนา ชนุดรัมย์

ประพันธ์  ฤทธิวงศ์ บก.ปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้/รายงาน

13 ปี ความล้มเหลวการแก้ไฟใต้

13 ปี ความล้มเหลวการแก้ไฟใต้ระลอกใหม่ กัดจิกการปัญหาของรัฐ
เริ่มต้นบรรทัดนี้ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “ไชยพันธ์” ที่ต้องสูญเสีย นายหัสนัย ไชยพันธ์ และ น.ส.รุ่งรัตนา ไชยพันธ์ ซึ่งเป็น 2 คนพี่น้องชาว อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งตกเป็นเหยื่อสถานการณ์ของโจรใต้เป็นรายล่าสุด เมื่อเช้าวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังทำหน้าที่จดมิเตอร์ไฟฟ้าในฐานะของเจ้าพนักงานการไฟฟ้าฯ
ก่อนหน้านี้ครอบครัว “ไทยพุทธ” ในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ก็เพิ่งตกเป็นเหยื่อของโจรใต้ไปแล้ว 4 ศพ และชาวไทยพุทธสองสามีภรรยาที่ อ.เทพา จ.สงขลา ก็ตกเป็นเหยื่ออีกเช่นกัน

นั่นเป็นตัวอย่างสำหรับคนบริสุทธิ์ที่กลายเป็น “เครื่องบูชายัญ” ให้กับโจรใต้ เพียงเพื่อการตอบโต้เจ้าหน้าที่ เป็นการแก้แค้นแทนพวกฟ้องของตนเองที่ถูก เจ้าหน้าที่จับกุมหรือวิสามัญ รวมทั้งเป็นการสร้างความรุนแรงเพื่อแสดงออกให้เป็น “สัญลักษณ์” ในการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการ “พูดคุยสันติสุข” รวมทั้งในวันสำคัญๆ เพื่อเป็นการ “ตอกย้ำ” ให้มวลชนระลึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้น

คงจะบอกไม่ได้ว่าการเสียชีวิตของคนไทยพุทธศพแล้วศพเล่าเป็น “ความล้มเหลว” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า, ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพราะการปกป้องชีวิตของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น “พุทธ” หรือ “มุสลิม” ทำได้ยาก ไม่เหมือนกับการป้องกัน การก่อวินาศกรรมในตัวเมืองที่ยังสามารถป้องกันได้

แต่การที่จะไปปกป้องโจรใต้ไม่ให้ฉวยโอกาสฆ่าคนไทยพุทธเป็นเรื่องที่ยากมาก และในเรื่องของ “การข่าว” ก็ยากกว่าการหาข่าวการก่อวินาศกรรม เนื่องจากการฆ่าคนไทยพุทธมีเป้าหมายให้เลือกมากมาย ซึ่งหากโจรใต้จะก่อเหตุทุกวันก็ย่อมได้ แต่ที่พวกมันไม่ก่อเหตุยิงไทยพุทธเป็นรายวัน เป็นเพราะหากทำเช่นนั้นจริงๆ โจรใต้ก็จะ “ถูกไล่ล่า” ซึ่งย่อมส่งผลกระทบกับงาน “การเมือง” และ “แนวร่วม” ในพื้นที่

ดังนั้น วิธีการของโจรใต้ หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็คือ ก่อเหตุแบบ “ทิ้งช่วง” เพื่อ “หล่อเลี้ยง” ความรุนแรง และสร้าง “เงื่อนไข” ให้เกิดความโกรธแค้นระหว่างพุทธกับมุสลิม เพื่อรอการ” “ปะทุ” ของคนไทยพุทธที่ไม่ได้อยู่ใน “โลกสวย”

โดยเฉพาะการเลือกพื้นที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ในการปฏิบัติการ เนื่องจาก อ.แม่ลานเป็นอำเภอหนึ่งเดียวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการประกาศใช้กฎหมายมาตรา 21 เช่นเดียวกับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพื่อเป็นช่องทางให้โจรใต้ หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน สามารถเข้าสู่ขบวนการ “กลับบ้าน” โดยไม่ต้องรับโทษทาง ป.วิอาญา

แต่การที่ไทยพุทธกลายเป็นเหยื่อเป็นระยะๆ ถึง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะไม่ล้มเหลวในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยพุทธ เพราะเป็น “เหตุสุดวิสัย” ก็จริง แต่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้น




สิ่งที่คนไทยพุทธทวงถามมาโดยตลอดคือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะดำเนินการอย่างไรในการ “ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยพุทธ” อย่าให้ตกเป็นเหยื่อของโจรใต้แบบศพแล้วศพเล่า โดยที่ทุกอย่าง จบแค่การ “เยียวยา” เท่านั้น

และที่ต้องถามกันแบบตรงๆ คือ การตายของคนไทยพุทธทั้ง 3 ครอบครัวในเวลาติดๆ กัน เป็นฝีมือของ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือเป็นเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน” ตรงนี้ขอคำตอบที่ชัดเจน เพราะคนในพื้นที่ต่าง “สับสน” ว่าในที่สุดแล้วความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมานั้น…

เป็นเรื่องของ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น โคออดิเนต” ที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศมาเลเซีย หรือเป็นเรื่อง “ภัยแทรกซ้อน” ที่มาจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ค้าน้ำมันเถื่อน ค้ายาเสพติด สินค้าเถื่อนต่างๆ บ่อนการพนัน หรือการเมืองท้องถิ่นกันแน่

เนื่องเพราะตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ผู้ที่มาทำหน้าที่ “แม่ทัพ” ในการดับไฟใต้มีถึง 8-9 คนแล้ว แต่ต่างมีคำตอบเรื่องความรุนแรงในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่เหมือนกัน

เห็นได้จาก พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในการดับไฟใต้ และได้เขียนตำรากว่า 10 เล่มเปิดโปงแผนการแบ่งแยกดินแดนของบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อเนื่องด้วย “แม่ทัพ” อีกหลายคนที่ “ชี้ชัด” ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากบีอาร์เอ็น

แต่แล้ววันนี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลับถูก “ผู้บริหารประเทศ” พยายามชี้ให้คนทั้งประเทศเห็นว่าเป็นเรื่อง “ภัยแทรกซ้อน” ที่ไม่ใช่ฝีมือของ “บีอาร์เอ็น”

ถ้าอย่างนั้นถามต่อไปว่าเมื่อเหตุร้ายทั้งหมดเป็นเรื่องภัยแทรกซ้อน แล้ววันนี้เราเสียเวลาไปพูดคุยกับ “กลุ่มมาราปาตานี” ไปทำไมให้เสียทั้งเวลา เสียทั้งงบประมาณ และเป็นการ “ยกระดับ” ให้สังคมโจรใต้ไปเสียด้วย

ก็เมื่อความรุนแรงทั้งหมดมาจากเรื่องภัยแทรกซ้อน เราก็แค่จับ “โกป๊อก” จับ “โกกุ่ย” หรือจับบรรดา “นายก อบต.” “กำนัน” หรือ “ผู้ใหญ่บ้าน” ที่มีชื่อในสารระบบของ ปปส.ของตำรวจ หรือของฝ่ายปกครอง ทั้งหมดก็สามารถยุติเรื่องของไฟใต้ได้แล้ว ซึ่งก็น่าจะไม่ต้องใช้ชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็น “เครื่องสังเวย” แต่อย่างใด

นี่คือเรื่อง “ย้อนแย้ง” ที่เกิดขึ้นกับการดับไฟใต้ ที่สุดท้ายแล้วไม่รู้อะไรจริง อะไรเท็จ
ดังนั้น จึงสมควรแล้วที่คนไทยพุทธในพื้นที่จะลุกขึ้นเรียกร้องให้หยุดกระบวนการ “พูดคุยสันติ สุข” และ “พาโจรกลับบ้าน” เพราะเขาคนเห็นชัดแล้วว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและการกระทำของฝ่ายความมั่นคงมัน “ย้อนแย้ง” กันเองแบบสุดแสนจะ “ลับ ลวง พลาง” โดยมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” มหาศาล

“ความย้อนแย้ง” ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการ “ตอกย้ำ” ให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของคนในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเรื่องของ “ถังแก๊ส” ซึ่งในทางปฏิบัติมีการให้สัมภาษณ์ว่า หากชาวบ้านที่มีถังแก๊สที่เป็น “ถังเหล็ก” ในความครอบครอง ตอนนี้ยังไม่มีความผิด สามารถใช้ได้ตามปกติ

แต่บนถนนทุกสายจาก อ.จะนะ อ.นาทวี อ.เทพา และ อ.สะบ้ายย้อย จ.สงขลา จนถึง จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส ต่างยังเต็มไปด้วย “ป้ายไวนิล” ติดประกาศหราและระบุชัดว่า ใครครอบครองถังแก๊สที่เป็นถังเหล็กมีโทษปรับ 20000 บาท และมีโทษจำคุก 2 ปี

ตกลงอะไรคือ “เท็จ” และอะไรคือ “จริง”?!

เช่นเดียวกับที่ถนนทุกสายในทุกพื้นที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วย “ป้ายไวนิล” ทีเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด เรื่องการก่อการร้าย และเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นทั้งการเตือน การรณรงค์ และการประชาสัมพันธ์แบบที่ต้องเรียกว่ายกย่องเชิดชู “นาย” และ “หน่วยงาน” แต่ภาษาที่ใช้เกือบทั้งหมดกลับเน้นให้เป็น “ภาษาไทย”

ในขณะที่เราพร่ำบอกว่า “คนส่วนใหญ่” ในพื้นที่ “ภาษาไทยไม่เข็มแข็ง” พูดไทยไม่ชัด อ่านไทยไม่ออก แต่ป้ายไวนิลทั้งหมดกลับเป็นภาษาไทย

ถามว่าเราต้องการที่ “สื่อ” ข้อความเหล่านั้นกับใคร ให้ใครรับรู้ และเราต้องการที่จะ “ตอบโจทย์” เรื่องอะไร?!

หรือสุดท้ายแล้วการดับไฟใต้ทุกโครงการที่ทำนั้น เป็นเพียงแค่ต้องการให้หน่วยงาน หรือให้สังคมเห็นว่า “ทุกฝ่ายได้ทำแล้ว” หรือ “ได้ใช้งบประมาณที่ตั้งไว้ไปหมดแล้ว” โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงว่าสิ่งที่ได้ทำว่าจะเสียทั้งงบประมาณ เสียทั้งเวลา และที่สำคัญที่สุดได้ตอบโจทย์ของการดับไฟใต้หรือไม่?!

เช่นเดียวกับ “เวทีแสดงความคิดเห็น” เพื่อ “การปรองดอง” เพื่อแก้ปัญหา “ความขัดแย้ง” ของประเทศ ซึ่งกำลังเร่งจัดกันอยู่ในขณะนี้ ด้วยการให้ผู้คนทุกสาขาอาชีพแสดงความคิดเห็นเพื่อรวมรวมส่งให้กับ คสช. ในขณะที่บางจังหวัดที่พบว่าพยายามที่จะ “รวบรัด” และ “ตัดตอน” การแสดงความเห็นของคนที่ถูกเชิญ เพื่อให้รวดเร็ว เพื่อให้จบในเวลาสั้น

ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่เห็นถึงความสำคัญของการปรองดอง เพียงแต่ต้องการทำให้เสร็จๆ เพื่อที่จะได้ตอบว่า “ได้ทำแล้ว” เท่านั้นเอง ส่วนจะ “ตอบโจทย์” ของ “ความปรองดอง” หรือไม่นั้น ไม่ต้องสนใจ

ฉะนั้น เมื่อเป็นฉะนี้ จึงอย่าได้แสดงอาการ “หัวฟัดหัวเหวี่ยง” กับ “ความล้มเหลว” ของ 13 ปีในการดับไฟใต้ระลอกใหม่ และหากคนในพื้นที่จะตั้งขอสงสัยว่า การดับไฟใต้ที่ไม่สำเร็จเป็นเพราะมีการ “ค้าสงคราม” และ “ค้ากำไร” บนความตายของผู้คน เนื่องจากการแก้ปัญหาที่เต็มไปด้วย “ความย้อนแย้ง” ทำให้คนในพื้นที่เขามีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัยใน “นโยบายดับไฟใต้” ได้นั่นเอง
ขอบคุณที่มาบทความ/ ++ไชยยงค์ มณีพิลึก....+++