เปิด 8 ผลงานสุดห่วยรัฐบาลอนุทิน วางบนโต๊ะฝ่ายค้าน ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี
6-7 เดือนแห่งคำถามใหญ่ รัฐบาลทำอะไรสำเร็จบ้าง ใครต้องรับผิดชอบ และเงินภาษีประชาชนคุ้มค่าหรือไม่?
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หากฝ่ายค้านต้องการเจาะให้ถึงแก่น ไม่ใช่เพียงการเปิดฉากโจมตีทางการเมือง แต่ต้องนำข้อเท็จจริง หลักฐาน และผลการดำเนินงานมาตีแผ่ให้ประชาชนเห็นว่า ตลอดช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทำงานได้ตามคำมั่นสัญญา “พูดแล้วทำ”หรือไม่
เมื่อกางบัญชีผลงานรัฐบาล มีอย่างน้อย 8 ประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถหยิบขึ้นมาตั้งคำถามอย่างหนักแน่น ตั้งแต่การปราบปรามขบวนการทุจริต การบริหารงบประมาณ ไปจนถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
1. น้ำมันแพง ใครคือไอ้โม่งกักตุน? ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาล
ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันและความผิดปกติในห่วงโซ่อุปทาน คำถามสำคัญคือ หน่วยงานรัฐสามารถสาวไปถึงผู้กระทำผิดตัวจริงได้หรือไม่
หากรัฐบาลประกาศว่าจะจัดการผู้ฉวยโอกาส แต่ประชาชนยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า ตรวจสอบไปถึงไหน พบผู้กระทำผิดกี่ราย และมีหลักฐานดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องระดับใดแล้วบ้าง ไอ้โม่งที่บอกว่ากระชากหน้ากากออกมานั้นอยู่ไหน เป็นใคร
จับได้แต่ปลายแถว หรือสาวถึงตัวการใหญ่? นี่คือคำถามที่รัฐบาลไม่ควรหลีกเลี่ยง
2. คดีโกงสอบท้องถิ่น ใครรอด ใครรับผิด?
กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความจริงจังของรัฐบาลในการจัดการกับการทุจริตในระบบราชการ
หากมีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด แต่การดำเนินคดีติดขัดจนไม่สามารถเอาผิดผู้เกี่ยวข้องได้ทันเวลา หรือมีการปล่อยตัวผู้ต้องหาบางราย ย่อมเกิดคำถามถึงประสิทธิภาพในการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี
ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบให้ชัดว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน มีการดำเนินการล่าช้าจริงหรือไม่ และเหตุใดผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ จึงมีความคืบหน้าของคดีแตกต่างกัน
คดีใหญ่จะจบลงแค่ผู้ต้องหารายย่อย ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องระดับสูงไม่ต้องรับผิดชอบหรือไม่? ต้องตอบด้วยหลักฐาน ไม่ใช่เพียงแก้คำกล่าวหาลอยๆ
3. คดีฮั้วเลือก สว. รัฐบาลกล้าจัดการถึงตัวการใหญ่หรือไม่?
คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการได้มาซึ่งผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
คำถามสำหรับรัฐบาลคือ มีความคืบหน้าในการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างไร ใครมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ และมีหลักประกันอะไรที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเสมอภาค
ฝ่ายค้านต้องแสดงให้เห็นด้วยข้อมูลว่า กระบวนการดำเนินคดีติดขัดตรงไหน หากมีข้อสงสัยว่าผู้เกี่ยวข้องบางกลุ่มได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากคนอื่น รัฐบาลต้องชี้แจงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ทำไมเลือกดำเนินคดีเพียง 77 คน
กฎหมายต้องไม่เลือกปฏิบัติ และผู้มีอำนาจต้องไม่อยู่เหนือการตรวจสอบ
4. ทุ่มงบ 1,600 ล้านบาทด้าน AI แต่ประชาชนได้อะไร?
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในภาครัฐอาจเป็นเรื่องจำเป็นในยุคดิจิทัล แต่การใช้งบประมาณจำนวนมากต้องมาพร้อมเป้าหมายที่ชัดเจนและผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้
หากมีการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทเพื่อเพิ่มการเข้าถึง AI ตามข้อกล่าวอ้างที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมา คำถามคือ โครงการนี้ช่วยประชาชนได้จริงเพียงใด ใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย มีผู้ใช้งานจริงกี่คน และเกิดประโยชน์คุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่
หากยังไม่มีการประเมินผลที่เป็นรูปธรรม ก็ยิ่งจำเป็นต้องเปิดเผยตัวชี้วัด ผลการใช้จ่าย และผลสัมฤทธิ์ของโครงการ
งบพันล้านไม่ควรวัดความสำเร็จจากยอดเบิกจ่าย แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
5. น้ำท่วมกรุงเทพฯ และภาคกลาง ใครต้องรับผิดชอบ?
ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณฝน แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความพร้อมของระบบป้องกันภัยพิบัติ การเตือนภัย ไม่ใช่แค่ “เอาอยู่”
หากประชาชนในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกต้องเผชิญน้ำท่วม ความเสียหายต่อบ้านเรือน การเดินทาง และการประกอบอาชีพ ย่อมเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจงว่าเตรียมพร้อมเพียงใด
ฝ่ายค้านควรตรวจสอบทั้งแผนระบายน้ำ การแจ้งเตือนประชาชน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการเยียวยาความเสียหาย รวมถึงแยกให้ชัดระหว่างภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับความบกพร่องในการบริหารจัดการที่อาจป้องกันได้
ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคำอธิบายหลังน้ำลด แต่ต้องการรัฐบาลที่เตรียมพร้อมก่อนน้ำมา
6. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เร่งด่วนแค่ไหน และคุ้มค่าหรือไม่?
การกู้เงินหรือจัดหาเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลต้องมีเหตุผลรองรับ ทั้งความจำเป็น ความเร่งด่วน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ประชาชนจะได้รับ
หากรัฐบาลเดินหน้าแผนใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบว่า เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในโครงการใดบ้าง มีเป้าหมายชัดเจนเพียงใด และสามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะงบประมาณ 200,000 ล้านบาทที่ถูกตั้งคำถามว่ายังไม่มีรายละเอียดการใช้จ่ายชัดเจน หากเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลต้องเปิดเผยแผนงานและหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้ตรวจสอบได้
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงรัฐบาลมีเงินใช้เท่าไร แต่คือเงินที่นำมาใช้จะสร้างภาระให้ประเทศมากน้อยเพียงใด และประชาชนจะได้อะไรกลับคืนมา
เงินกู้วันนี้คือภาระของประเทศในวันหน้า ทุกบาทจึงต้องตอบได้ว่าจำเป็นและคุ้มค่าอย่างไร
7. รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 8,000 ล้านบาท จาก 500 คัน สู่รถไถ EV?
แม้ฝ่ายค้านจะไม่ได้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ แต่สามารถแตะประเด็นนี้ได้
โครงการส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตรไฟฟ้ากลายเป็นอีกประเด็นที่ต้องตรวจสอบ เมื่อมีข้อเสนอใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท จัดซื้อรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า 500 คัน ในราคาคันละ 16 ล้านบาท ก่อนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีรายงานถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางไปเป็นรถไถไฟฟ้า
คำถามสำคัญคือ เหตุใดจึงเลือกเครื่องจักรประเภทดังกล่าวในตอนแรก มีการศึกษาความเหมาะสมกับสภาพการเกษตรไทยหรือไม่ และราคาต่อคันสอดคล้องกับต้นทุนและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับเพียงใด
หากมีการเปลี่ยนจากรถเกี่ยวข้าวเป็นรถไถจริง รัฐบาลต้องชี้แจงว่าเป็นการยกเลิก ปรับเปลี่ยน หรือเพียงปรับรูปแบบโครงการ รวมถึงเปิดเผยงบประมาณใหม่และผลการประเมินความคุ้มค่า
นโยบายช่วยเกษตรกรต้องเริ่มจากความต้องการของเกษตรกร ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งงบแล้วค่อยหาคำตอบ
8. นโยบายพนันออนไลน์ เอาจริงแค่ไหน?
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องตรวจสอบคือความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือบุคคลใกล้ชิดที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว
กรณีที่มีการระบุว่า สส.สุชาดาและสามียอมรับว่ามีหุ้นในบริษัทพนันออนไลน์ จำเป็นต้องตรวจสอบคำชี้แจงและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ทั้งลักษณะการถือหุ้น สถานะทางกฎหมายของบริษัท และข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่
การถือหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าบุคคลนั้นกระทำผิด แต่หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ก็ต้องตรวจสอบตามกระบวนการเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินบริจาคให้พรรคภูมิใจไทย เอาเงินจากส่วนไหน
ฝ่ายค้านจึงควรถามรัฐบาลว่า มีมาตรฐานการตรวจสอบอย่างไร และมีการดำเนินการอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางการเมืองหรือไม่
ถ้ารัฐบาลประกาศปราบพนันออนไลน์ ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่ใช่เข้มงวดเฉพาะกับคนที่ไม่มีอำนาจ
ศึกซักฟอกครั้งนี้ รัฐบาลต้องตอบมากกว่าคำว่า “กำลังดำเนินการ”
ทั้ง 8 ประเด็นเป็นโจทย์สำคัญที่ฝ่ายค้านสามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินได้ แต่การอภิปรายให้เกิดผลจำเป็นต้องมีเอกสารประกอบ ทั้งมติคณะรัฐมนตรี รายละเอียดงบประมาณ รายงานผลการดำเนินงาน เอกสารจัดซื้อจัดจ้าง และความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้อง
หากฝ่ายค้านต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่น ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหาอย่างชัดเจน พร้อมเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจงในประเด็นที่ยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน
เพราะศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ควรเป็นเพียงเวทีประลองวาทศิลป์ แต่ต้องเป็นเวทีที่ทำให้ผู้มีอำนาจตอบคำถามต่อสาธารณะ
รัฐบาลจะอยู่ต่อหรือไปต่อ เป็นเรื่องของกระบวนการทางรัฐสภา แต่สิ่งที่ประชาชนควรได้รับคือคำตอบว่า เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรมเพียงใด และรัฐบาลได้แก้ปัญหาให้ประชาชนจริงหรือยัง
นี่คือ 8 โจทย์ที่ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านให้หนัก และเป็น 8 คำถามที่รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ประชาชนต้องสงสัยต่อไป
8 ประเด็น ยังไม่นับรวมความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ชีวิตประชาชนอยู่ลำบากมากยิ่งขึ้น “พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว” วาระกรรมจากปากนายกฯมันไม่มีอยู่จริง รวมถึงปล่อยให้ทุนจีนเทาเข้ามาอาละวาดป่วนไปทั่ว ขยะอุตสากรรมก็เต็มเมือง
8-9 ประเด็นเป็นเพียงเรื่องลูทีน ยังต้องรอข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายค้านว่ามีเด็ดแค่ไหน ต้องมาก และลึกกว่า 8-9 ประเด็นนี้ ไม่งั้นเสียชื่อฝ่ายค้านหมด
#นายหัวไทร
#เปิดประเด็นซักฟอก
#อภิปรายไม่ไว้วางใจ
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
