29 ภาคีชายแดนใต้ผนึกกำลังจี้ถอนร่างแก้ พ.ร.บ.สสส. ค้านตัดเงินบำรุง 2% หวั่นงบสุขภาพสะดุด กระทบประชาชนทั่วประเทศ
ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน
เปิดหนังสือถึง “ทวี สอดส่อง” ช่วยผลักดันรัฐบาลทบทวนกฎหมาย ชี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนกระเป๋างบประมาณ แต่เสี่ยงตัดหลักประกันเงินสร้างเสริมสุขภาพระยะยาว ด้านหัวหน้าพรรคประชาชาติรับลูก เตรียมตรวจสอบข้อดี–ข้อเสีย พร้อมอภิปรายหากร่างกฎหมายเข้าสภา เผยผลรับฟังความเห็นเบื้องต้นประชาชนเกือบ 90% ไม่เห็นด้วย
วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) ภาคีเครือข่ายป้องกันปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม 29 องค์กรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผนึกกำลังส่งหนังสือเปิดผนึกถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องให้ผลักดันรัฐบาลทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยกเลิกกลไกเงินบำรุงกองทุนในอัตรา 2% จากภาษีสุราและยาสูบ และเปลี่ยนไปใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน
ทั้งนี้ภาคีเครือข่ายฯ แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องและความมั่นคงของงบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการทำงานป้องกันปัจจัยเสี่ยงในระดับชุมชน ทั้งการป้องกันการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด การลดอุบัติเหตุ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาสังคมและเครือข่ายในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องเกือบ 25 ปี
นายอับดุลปาตะ ยูโซะ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายป้องกันปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม เปิดเผยว่า เครือข่ายมีความห่วงใยต่อความพยายามแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งปัจจุบันได้รับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% คิดเป็นเงินประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยกังวลว่าหากยกเลิกกลไกเงินดังกล่าว แล้วเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจทำให้การดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในพื้นที่ขาดความต่อเนื่องและเกิดปัญหาสภาพคล่อง
นายอับดุลปาตะกล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเปลี่ยนวิธีจัดสรรงบประมาณจากแหล่งเงินหนึ่งไปสู่อีกแหล่งเงินหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาถึงหลักประกันในระยะยาวด้วย เนื่องจากร่างกฎหมายมีแนวทางให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นไปตามความจำเป็น จึงเกิดคำถามว่า หากในอนาคตรัฐบาลให้ความสำคัญกับงานสร้างเสริมสุขภาพแตกต่างกัน จะมีกลไกทางกฎหมายใดรับประกันได้ว่างบประมาณจะเพียงพอและต่อเนื่องเช่นเดิม

นอกจากนี้ สสส. ยังสนับสนุนการทำงานของภาคีเครือข่ายจำนวนมากทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มขนาดเล็กที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน สามารถขับเคลื่อนให้ประชาชนลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเองในระดับหมู่บ้าน ชุมชน และตำบล หากกลไกงบประมาณเปลี่ยนแปลงจนขาดความต่อเนื่อง กลุ่มเหล่านี้อาจไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และท้ายที่สุดอาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาสุขภาพและสังคมในพื้นที่หยุดชะงัก
ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายฯ ระบุด้วยว่า การยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคประชาชาติครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำเสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจระดับประเทศ โดยขอให้ช่วยผลักดันประเด็นดังกล่าวผ่านรัฐบาลและกลไกรัฐสภา พร้อมเสนอให้คงกลไกเงินบำรุงในอัตรา 2% ไว้ระหว่างการทบทวนและประเมินผลกระทบ ตลอดจนเร่งพัฒนาระบบกำกับดูแลให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ทั้งนี้หนังสือเปิดผนึกของภาคีเครือข่ายฯ ได้เสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1.ถอนร่างกฎหมายหรือชะลอการตัดสินใจ จนกว่าจะมีข้อมูลและผลการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
2.ประเมินผลกระทบทางการคลังและงบประมาณ ทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และความเพียงพอของงบประมาณสำหรับภารกิจระยะยาว
3.คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และภาคีเครือข่ายที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชน
4.ยกระดับธรรมาภิบาลและระบบตรวจสอบ ให้มีความโปร่งใสและประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกกลไกเงินบำรุงเดิมก่อนมีผลประเมินที่ชัดเจน
5.เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็นก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ส่งผลต่อระบบสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ
ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ได้รับทราบข้อห่วงใยจากเครือข่ายในพื้นที่ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างการจัดสรรงบประมาณจากกลไกเงินบำรุงโดยตรง กับการต้องของบประมาณผ่านสำนักงบประมาณในแต่ละปี ซึ่งอาจมีผลต่อความต่อเนื่องของกิจกรรมป้องกันปัญหาสุขภาพและสังคม
พ.ต.อ.ทวีระบุว่า งานป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าสู่วงจรการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติด เป็นภารกิจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ขณะเดียวกัน การทำงานของ สสส. ยังมีระบบรายงานผลต่อรัฐสภา ทำให้สังคมสามารถติดตามได้ว่างบประมาณถูกนำไปใช้ทำอะไรและเกิดประโยชน์อย่างไร จึงต้องพิจารณาด้วยว่า หากเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ระบบรายงานและการตรวจสอบจะยังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิมหรือไม่
หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า เท่าที่ได้รับทราบ ร่างกฎหมายยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นวาระพิจารณาของสภา และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับสะท้อนว่าประชาชนเกือบ 90% ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พรรคจะตรวจสอบรายละเอียดและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการจัดสรรงบประมาณทั้งสองรูปแบบ เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพ
พ.ต.อ.ทวียืนยันว่า หากร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาและผู้เสนอไม่ได้ถอนร่าง พรรคจะพิจารณาประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบ และอภิปรายถึงผลดีผลเสียที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการไม่ทำให้ประชาชนเสียโอกาสจากการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ
โดยภาคีเครือข่ายป้องกันปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคมทั้ง 29 องค์กร ย้ำว่า การสร้างเสริมสุขภาพไม่ใช่เพียงรายจ่ายของรัฐ แต่เป็นการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดความสูญเสีย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแหล่งเงินจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะรูปแบบการจัดเก็บหรือการบริหารงบประมาณ แต่ต้องประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในระยะยาวควบคู่กันไป
เครือข่ายจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภารับฟังเสียงของประชาชนอย่างรอบด้าน พร้อมคงกลไกเงินบำรุงในอัตรา 2% ไว้ระหว่างการทบทวนกฎหมาย และเดินหน้าพัฒนาระบบกำกับดูแลให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ
“ด้วยความเคารพในบทบาทของผู้แทนประชาชน และด้วยความห่วงใยต่อสุขภาวะของประชาชนไทย” คือสารสำคัญที่ภาคีเครือข่ายฯ ต้องการส่งถึงรัฐบาลและรัฐสภา เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพตั้งอยู่บนข้อมูลที่รอบด้าน การมีส่วนร่วมของประชาชน และหลักประกันว่าการทำงานเพื่อสุขภาพของคนไทยจะไม่สะดุดลง










