“พยานปากเอกคดีฮั้ว สว.ท้า ”เด็กวัดถอดรองเท้าเหยียบขี้หมา
…..
“มนตรี เฉียบแหลม”อดีตผู้สมัคร สว.นครศรีธรรมราช ที่เปิดตัวเป็นพยานปากสำคัญในคดีฮั้วเลือก สว.
ท้าทั้งสภา! ลั่นพร้อมถอดรองเท้าเหยียบ "ขี้หมา" สีน้ำเงิน พร้อมให้ศาลเป็นผู้สรุป
“อย่าทำตัวเป็นขี้หมา รู้ว่าตัวเองไร้ค่า แต่ไม่มีใครกล้าเหยียบ” สวนใส่ ส.ว.สีน้ำเงินทั้งสภาแบบไม่ไว้หน้า พร้อมประกาศตัวเป็นเด็กวัด ถอดรองเท้าลงไปเหยียบเต็มเท้า
มนตรียังย้ำว่า “ฝากผู้มีอำนาจที่มีสายสะพาย พวกคุณอย่าทำให้สายสะพายเสื่อมก็แล้วกัน ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม..”
คำพูดของ มนตรี เฉียบแหลม ชุดนี้ ถ้าแยกออกจากภาษาที่ร้อนแรง จะเห็นว่าเป็น “คำพูดเชิงการเมืองที่มีทั้งการท้าทาย เปิดเกมกดดัน และโยนภาระการตัดสินไปให้กระบวนการยุติธรรม” มากกว่าจะเป็นแค่การด่า ส.ว.สีน้ำเงิน
1. “อย่าทำตัวเป็นขี้หมา…ไม่มีใครกล้าเหยียบ”
ประโยคนี้แรงมาก แต่แก่นของมันคือการ ท้าทายเรื่องอำนาจและความกลัว
มนตรีกำลังสื่อประมาณว่า ถ้าคิดว่าตัวเองมีอำนาจเพราะอยู่ในสภา ก็อย่าใช้สถานะนั้นทำให้คนอื่นกลัว
คำว่า “ขี้หมา” จึงไม่ใช่แค่คำหยาบ แต่เป็นการลดทอนสถานะของคู่กรณีจาก “ผู้มีอำนาจ” ให้เหลือเพียงสิ่งที่สังคมรังเกียจ แต่ยังไม่มีใครกล้าแตะ
และเมื่อพูดว่า “พร้อมถอดรองเท้าเหยียบ” ภาพที่เกิดขึ้นคือการประกาศว่า “ผมไม่กลัวคุณ”
2. “เด็กวัด” เป็นจุดที่น่าสนใจมาก การประกาศตัวว่าเป็น “เด็กวัด” มีนัยทางการเมืองอยู่พอสมควร เขาไม่ได้พยายามวางตัวเป็นนักการเมืองใหญ่ หรือคนที่มีเครือข่ายอำนาจ แต่กลับสร้างภาพตัวเองเป็น คนธรรมดา คนตัวเล็กๆ ที่พร้อมชนกับคนในระบบ
“ผมไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีพรรค แต่ผมกล้าพูด”
3. จุดที่สำคัญที่สุดคือ “พยาน”ตรงนี้ทำให้คำพูดของมนตรีแตกต่างจากการปราศรัยทางการเมืองทั่วไป
ถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่มีการรายงานว่า เขาให้ถ้อยคำในฐานะพยานและข้อมูลถูกนำเข้าสำนวนแล้ว การออกมาพูดต่อสาธารณะมีนัยว่า
“สิ่งที่ผมพูดไม่ได้อยู่แค่ในปากผมอีกต่อไป แต่มันเข้าไปอยู่ในกระบวนการสอบสวนแล้ว”
นี่คือเกราะทางการเมืองของเขา
เพราะต่อให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีตัวบุคคลว่าเป็นผู้สมัครที่แพ้ เป็นคู่ขัดแย้ง หรือมีแรงจูงใจทางการเมือง คำถามสำคัญจะย้อนกลับไปที่ว่า
แล้วข้อมูลที่เขาให้ไว้ในสำนวนจริงหรือไม่?
ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่า การเป็นพยานไม่ได้แปลว่าข้อกล่าวหาของพยานได้รับการพิสูจน์แล้ว การตัดสินความผิดยังต้องผ่านพยานหลักฐานและกระบวนการตามกฎหมาย
4. “พร้อมให้ศาลเป็นผู้สรุป” คือประโยคที่ฉลาดที่สุด
ผมมองว่าประโยคนี้สำคัญกว่าคำว่า “ขี้หมา” เสียอีก เพราะหลังจากพูดแรง เขารีบวางกรอบว่า
“ผมไม่ได้ขอให้สภาตัดสิน ผมไม่ได้ขอให้สังคมตัดสิน ให้ศาลเป็นคนสรุป”
นี่ทำให้เขาสามารถเดินเกมแรงได้โดยยังคงวางตัวเองไว้ในฐานะ ผู้ให้ข้อมูล/พยาน มากกว่าผู้พิพากษา
พูดง่ายๆ คือปากพูดแรง แต่ปลายทางโยนให้ศาลตัดสิน
นี่เป็นวิธีลดความเสี่ยงทางการเมืองและทางกฎหมายของตัวเองในระดับหนึ่ง
5. ทำไม “สลิปโอนเงินคืน + โพยโหวต” ถึงสำคัญ
ถ้าหลักฐานเหล่านี้มีอยู่จริงและตรวจสอบที่มาได้ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ตัวสลิปหรือโพย แต่คือ ความเชื่อมโยงของหลักฐาน
ตัวอย่างเช่น
ใครติดต่อใคร ก่อนหรือหลังการลงคะแนน มีการกำหนดทิศทางการโหวตหรือไม่ มีเงินหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ เงินถูกโอนให้ใคร มีการคืนเงินเพราะเหตุใด
เพราะคดีลักษณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า“มีเงินโอน” = ฮั้วโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีองค์ประกอบอื่นที่มีหลักฐาน
ต้องพิสูจน์ เจตนา ความสัมพันธ์ การกระทำ และความเชื่อมโยงกับกระบวนการเลือก ส.ว.
ดังนั้นหลักฐานที่ดูเหมือนเป็น “ชิ้นเล็กๆ” หากสามารถต่อกันเป็นห่วงโซ่ได้ ก็อาจมีน้ำหนักมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
6. ในเชิงการเมือง มนตรีกำลังทำอะไร?ผมมองว่าเขากำลังเล่นเกม 3 ชั้นพร้อมกัน
ชั้นที่ 1: ปกป้องตัวเอง
“ผมพูดในฐานะพยาน และข้อมูลเข้าสู่กระบวนการแล้ว”
ชั้นที่ 2: กดดัน ส.ว.
“ถ้าคุณมั่นใจว่าไม่มีอะไร ก็ปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเดินต่อไป”
ชั้นที่ 3: สร้างภาพจำต่อสังคม จากเดิม“อดีตผู้สมัครรส.ว.นครศรีธรรมราช”
กำลังถูกเปลี่ยนภาพเป็น
“เด็กวัดที่กล้าชนกับสภา”
นี่คือการสร้างตัวตนทางการเมืองแบบหนึ่งเลย
และมีอีกประเด็นที่ผมว่าน่าสนใจมาก
คำพูดนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายแค่ “โจมตี ส.ว.”
แต่มันกำลังสร้างแรงกดดันไปยัง องค์กรที่กำลังพิจารณาคดี/ข้อกล่าวหา ด้วย ซึ่งหมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย
เพราะเมื่อเรื่องกลายเป็นข่าวสาธารณะแล้ว ทุกฝ่ายจะถูกจับตามองว่า
หลักฐานที่มนตรีพูดถึงจะถูกตรวจสอบอย่างไร?
คำให้การของเขาจะถูกให้น้ำหนักแค่ไหน?
มีพยานหรือหลักฐานอื่นสนับสนุนหรือไม่?
สุดท้ายองค์กรที่มีอำนาจจะวินิจฉัยอย่างไร?
ดังนั้นเกมไม่ได้อยู่ที่ว่า มนตรีพูดแรงหรือไม่เกมจริงคือ
“สิ่งที่มนตรีพูด จะถูกแปลงจากคำกล่าวหาให้กลายเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้หรือไม่”
ถ้าได้ เกมจะเปลี่ยนระดับทันที จากสงครามน้ำลายทางการเมือง เป็นสงครามพยานหลักฐาน
แต่ถ้าหลักฐานต่อไม่ติด คำพูด “เด็กวัดท้าทั้งสภา” ก็อาจเหลือเพียงภาพทางการเมืองที่ร้อนแรงช่วงหนึ่ง
#นายหัวไทร
#มนตรีท้า สว.ขี้หมา
#พี่อดร้องเท้าเหยียบขี้หมา
