อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

 อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

……

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง


ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่


หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที


สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน


ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง


เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง


ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย


เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ


ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า


หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต


และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า

Popular Items