“ปิดทองหลังพระฯ” ผนึกพลังชุมชนปลายด้ามขวาน สร้างต้นแบบ 10 หมู่บ้านยั่งยืน รับ 100 ปีชาตกาล ร.9 พลิก “โคกยามู–จำปูน” จากวิกฤตสู่ความมั่นคง

“ปิดทองหลังพระฯ” ผนึกพลังชุมชนปลายด้ามขวาน สร้างต้นแบบ 10 หมู่บ้านยั่งยืน รับ 100 ปีชาตกาล ร.9 พลิก “โคกยามู–จำปูน” จากวิกฤตสู่ความมั่นคง



 ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน Tel.0824154474











จากพื้นที่วิกฤตดินเปรี้ยว น้ำขาด รายได้ไม่แน่นอน สู่ต้นแบบชุมชนเข้มแข็งที่พึ่งพาตนเองได้ “ปิดทองหลังพระฯ” น้อมนำศาสตร์พระราชา เดินหน้าพัฒนา 10 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยเฉพาะ “บ้านโคกยามู” และ “บ้านจำปูน” ในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่พลิกฟื้นคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำแนวทาง “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” รับวาระสำคัญ 100 ปีชาตกาล รัชกาลที่ 9


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์รวมใจบ้านพรุกาบแดง ศาลารวมใจ ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส คณะสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นำโดยนายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันฯ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดำริ โดยมีนายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายกฤษฎา สุขสบาย นายอำเภอตากใบ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น


สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการ “รวมพลังสร้างชุมชนยั่งยืน” เพื่อเทิดพระเกียรติในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในปี 2570 โดยมุ่งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานมาเป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้สามารถอยู่รอด พอเพียง และยั่งยืนท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง


นายกฤษฎา บุญราช กล่าวว่า การพัฒนาตามแนวพระราชดำริเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง มีภูมิคุ้มกัน และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล


ทั้งนี้ สถาบันฯ ได้คัดเลือก 10 หมู่บ้านต้นแบบจากทั่วประเทศ เพื่อเป็นพื้นที่บูรณาการการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นการแก้ปัญหาพื้นฐาน เช่น น้ำ ดิน อาชีพ และความเข้มแข็งของชุมชน พร้อมสร้างระบบการเรียนรู้ให้สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น


สำหรับพื้นที่ภาคใต้ “บ้านโคกยามู” ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการฟื้นฟูทรัพยากรจากวิกฤต โดยในอดีตพื้นที่ประสบปัญหาดินเปรี้ยว น้ำท่วมซ้ำซาก และการใช้สารเคมี ทำให้ไม่สามารถทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การนำแนวพระราชดำริมาใช้แก้ปัญหา เริ่มจากการปรับปรุงดิน ลดความเป็นกรด ฟื้นฟูแหล่งน้ำ และส่งเสริมเกษตรปลอดภัย ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปลูกแตงโมที่มีผลผลิตเพิ่มจาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 2,967 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมทั้งได้รับมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท


นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมอาชีพเสริม เช่น การจักสานกระจูด สร้างรายได้ให้กับกลุ่มสตรีและผู้สูงอายุ รวมถึงการจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในชุมชน ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น และอัตราการเจ็บป่วยลดลง


ขณะที่ “บ้านจำปูน” อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ซึ่งเคยเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ รายได้ไม่มั่นคง และความขัดแย้งในชุมชน ได้รับการพัฒนาโดยเน้น “การสร้างคน” ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ


มีการขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างระบบกระจายน้ำ และพัฒนาแหล่งเก็บน้ำ ส่งผลให้สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวจาก 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่ รวมถึงปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงโคเป็นแบบขังคอก เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 1 ล้านบาท


ที่สำคัญ การจัดการปัญหาความขัดแย้งในชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ทำให้เกิดความสามัคคี สุขภาพของประชาชนดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และปัญหายาเสพติดลดลงอย่างชัดเจน


นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของทั้งสองพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า “ศาสตร์พระราชา” สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง และเกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชน


“บทบาทของปิดทองหลังพระฯ คือการเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือ ไม่ใช่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ใช้การเชื่อมโยงหน่วยงานและสร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถยืนได้ด้วยตนเอง”


โดยในอนาคต สถาบันฯ เตรียมขยายผลต้นแบบไปยังพื้นที่อื่น พร้อมพัฒนาให้แต่ละชุมชนเป็น “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” หรือ Social Lab สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ และผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศ


อย่างไรก็ตามการดำเนินงานครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการพัฒนาชุมชน แต่ยังเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้คงอยู่และงอกงามในสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า

Popular Items