เลขาธิการ ศอ.บต. เตรียมยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่น จาก “ครามทะเล” สู่ “ครามภูเขาทอง” จับมือสถาบันการศึกษา–กลุ่มศิลปาชีพทอผ้าไหม ใช้ “ต้นคราม” เชื่อมการเรียนรู้สู่ชุมชน
ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน Tel.0824154474
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วย นางสาวนิชาภา หมื่นไกร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจการพิเศษ และเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. ลงพื้นที่เรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าทอพื้นถิ่นของศูนย์ศิลปาชีพ (ทอผ้าไหม) หมู่ที่ 2 ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เพื่อส่งเสริมการปลูกต้นครามในพื้นที่ โดยมุ่งให้เยาวชนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนได้เรียนรู้กระบวนการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงหม่อนไหม การปลูกต้นคราม การสกัดสี การย้อมผ้า และการทอผ้า จนแล้วเสร็จเป็นผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ มีคณะเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และสมาชิกกลุ่มศิลปาชีพ (ทอผ้าไหม) ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ โดย ศอ.บต. เตรียมขยายผลการถ่ายทอดภูมิปัญญาดังกล่าวไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำร่องในพื้นที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนลีนานนท์
นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร กล่าวว่า ผ้าทอครามของศูนย์ศิลปาชีพ (ทอผ้าไหม) หมู่ที่ 2 ตำบลภูเขาทอง เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยชุมชนในพื้นที่ปลูกต้นครามเองเพื่อนำมาผลิตเป็นสีย้อมธรรมชาติสำหรับย้อมผ้าพื้นเมือง และสามารถต่อยอดร่วมกับผ้าบาติกได้ ซึ่งนอกจากจะได้สีครามตั้งแต่เฉดฟ้าไปจนถึงน้ำเงินเข้มที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังช่วยสร้างรายได้และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา
การปลูกต้นครามถือเป็นกิจกรรมที่ควรได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียนและครู เพื่อให้มีทักษะอาชีพติดตัว เนื่องจากต้นครามสามารถจำหน่ายได้ และสีจากครามยังสามารถนำมาผลิตเป็นผ้าทอที่มีมูลค่าเพิ่ม ศอ.บต. มองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงทางสังคมที่ไม่ได้มุ่งเน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและโรงเรียนในโครงการกองทุนการศึกษาภาคใต้เข้ากับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน
ทั้งนี้ การส่งเสริมดังกล่าวมุ่งเน้นให้เยาวชนและผู้ปกครองในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน มีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ผ่านกิจกรรมการปลูกต้นครามและส่งผลผลิตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ การทอผ้าเป็นผ้าครามลวดลายสวยงาม เพื่อนำไปกระจายสู่ตลาดในพื้นที่อื่น ๆ และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เยาวชนในพื้นที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานต่อไป
ด้านนางจุฑามาศ นิไสยค้า ตัวแทนกลุ่มทอผ้าภูเขาทอง หมู่ที่ 2 กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ ศอ.บต. ให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการปลูกต้นครามในพื้นที่ พร้อมทั้งมีแนวคิดส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เข้ามาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น หากไม่มีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การปลูกครามในพื้นที่สูญหายไปในอนาคต จึงขอขอบคุณหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนและให้ความสำคัญกับชุมชน
สำหรับต้นคราม เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กในตระกูลถั่ว สูงประมาณ 1–2 เมตร นิยมปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ใช้ระยะเวลาในการปลูกประมาณ 3 เดือน สามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละประมาณ 200 บาท ใบของต้นครามนำมาหมักเพื่อทำสีย้อมผ้าสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยา อาทิ ดับพิษไข้ สมานแผล และบำรุงเส้นผม ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับความนิยม











