เหนือเส้นแบ่งพรมแดนคือสายเลือดเดียวกัน! ส่องภาพความประทับใจ “หมู่บ้านคู่ขนานไทย-มาเลเซีย” เชื่อมใจนราฯ-กลันตัน สานสัมพันธ์ 100 ปีไม่มีเปลี่ยน
ปทิตตา หนดกระโทก ผู้สื่อข่าว นราธิวาสรายงาน Tel.0824154474
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ (7 กุมภาพันธ์ 2569)ที่โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านรอตันบาตู ตำบลกะลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส กองบังคับการควบคุม สุริโยทัย เปิดบ้านต้อนรับพี่น้องจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ในกิจกรรม “หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน” บรรยากาศสุดอบอุ่น เผยความในใจคนสยามในมาเลเซีย “เราคือครอบครัวเดียวกัน” พร้อมเดินหน้ายกระดับความมั่นคงผ่านงานศิลปะและวิถีชุมชน
โดยบรรยากาศการจัดกิจกรรม "หมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569" ณ จังหวัดนราธิวาส เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมีคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งไทยสยาม มลายู จีน และอินเดีย ที่เดินทางจากรัฐกลันตันข้ามด่านศุลกากรตากใบเข้ามา เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าเดียวกัน
ขณะที่ Miss Norhayati Binti Muhammad ผู้ร่วมคณะระบุว่านี่เป็นครั้งที่สองที่ได้มา และประทับใจในการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว โดยเน้นย้ำว่าความแตกต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรคของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
พันเอก ยุทธนา สายประเสริฐ ผู้บังคับกองบังคับการควบคุม สุริโยทัย (ผบ.บก.ควบคุม สุริโยทัย) เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้คือกลไกสำคัญที่ใช้ "มิติภาคประชาชน" เป็นตัวขับเคลื่อนความมั่นคง โดยเน้นให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง พื้นที่แถบนี้มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานับร้อยปี ภาษาและวัฒนธรรมของเราใกล้เคียงกันมาก การให้พี่น้องจากมาเลเซียได้มาเห็นโครงการพระราชดำริฯ อย่างการทำเซรามิกที่บ้านรอตันบาตู หรือการเกษตรที่ศูนย์พิกุลทอง ไม่ใช่แค่การดูงาน แต่คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะนำไปพัฒนาชุมชนของทั้งสองฝั่งน้ำให้เข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน
โดยเน้นย้ำว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชน และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อพัฒนาชุมชนชายแดนให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการรักษาความสงบ ความปลอดภัย และความสัมพันธ์อันดี
พื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซียเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางสังคม ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี แม้จะมีการแบ่งเขตประเทศตามรัฐสมัยใหม่ แต่ประชาชนยังคงมีความใกล้ชิดและผูกพันกันในฐานะเพื่อนบ้านและพี่น้องร่วมลุ่มน้ำเดียวกัน
การพัฒนาพื้นที่และการดูแลด้านความมั่นคง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาชีพ เช่น โครงการเซรามิกที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งหวังว่าการพบปะและแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ที่ดี และนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต พร้อมเชิญชวนให้มีการเยี่ยมเยือนและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อความสงบสุขและความเจริญของชุมชนชายแดนทั้งสองประเทศ
สำหรับไฮไลต์กิจกรรมตลอดทั้งวัน คณะดูงานได้สัมผัสกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ
• โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านรอตันบาตู: ชมการสาธิตและทดลองทำผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา (เซรามิก) ซึ่งเป็นสินค้าจากโครงการในพระราชดำริฯ ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชุมชน
• พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส: ย้อนรอยประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงสองฝั่งประเทศเข้าด้วยกัน
• ศูนย์การศึกษาพัฒนาพิกุลทองฯ: ศึกษาเกษตรทฤษฎีใหม่ งานปศุสัตว์ และประมง เพื่อนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในท้องถิ่น
โดยกิจกรรมในครั้งนี้จบลงด้วยรอยยิ้มและการสัญญาว่าจะกลับมาเยือนกันใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไป หรือเส้นพรมแดนจะขีดคั่นอย่างไร แต่ความสัมพันธ์ของคนลุ่มน้ำโกลกยังคงเหนียวแน่นและพร้อมจะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน




















