ธรรมนัสสวนอภิสิทธิ์ “พรรคสีเทา” แต่คำถามใหญ่คือ ใครต้องเดินให้สุดทางกับความจริง
และแรงกดดันที่ย้อนกลับมาหาผู้มีอำนาจรัฐ
คำประกาศของ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ำชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พรรคสีเทา” ได้กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ลุกลามเกินกว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลทั่วไป
เพราะคำตอบโต้จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น แต่กลับสวนกลับด้วยการพาดพิงถึง อดีต สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีดีกรีถึงอดีตรัฐมนตรี ว่าเกี่ยวข้องกับ ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน พร้อมตั้งคำถามเชิงย้อนศรไปยังพรรคประชาธิปัตย์
การโต้กลับเช่นนี้ ทำให้ประเด็น “พรรคสีเทา” ขยับสถานะจากวาทกรรมทางการเมือง ไปสู่ข้อกล่าวหาที่แตะต้อง อาชญากรรมข้ามชาติและผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรปล่อยให้จบลงด้วยการแลกหมัดทางคำพูด
ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 พรรคพลวัต ออกมาเคลื่อนไหวโดยเรียกร้องให้ร.อ.ธรรมนัส “เดินไปให้สุดทาง” กับข้อมูลที่อ้างว่ามีอยู่ ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ และดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
การเคลื่อนไหวของ #ปฏิพัทธ์ สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ เพราะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นฝ่ายใดในสมรภูมิการเมือง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผู้มีอำนาจรัฐอ้างว่ารู้เห็นการกระทำผิดร้ายแรง จะรับผิดชอบต่อข้อมูลนั้นอย่างไร
จุดสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ สถานะของร.อ.ธรรมนัสในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองหรือแกนนำพรรค แต่ยังดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐโดยตรง
ในทางกฎหมาย หากเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ย่อมอาจถูกตั้งคำถามถึงความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้การกล่าวถึงมาตราดังกล่าวยังเป็นเพียงการตั้งคำถามในเชิงหลักการ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและสังคมต่อผู้ถูกพาดพิง
สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่าง “อดีตผู้นำรัฐบาล” กับ “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองไทย ว่า คำกล่าวหาที่รุนแรงจะถูกแปลงเป็นการตรวจสอบจริงหรือไม่ หรือจะจบลงเพียงแค่การใช้ประโยชน์ทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง
ท้ายที่สุด คำว่า “สีเทา” อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่าใครจะกล้าทำให้ความจริง “ขาวหรือดำ” ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
เพราะในสังคมประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของนักการเมือง ไม่ได้วัดจากความแรงของคำพูด แต่วัดจากความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง
รอ.ธรรมนัสจะ “ทำมากกว่าพูด หรือพูดมากกว่าทำ จะได้พิสูจน์กับในกรณีนี้เป็นปฐมบท
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#พรรคสีเทา #เงินสีเทา
