จำนวนผู้เข้าชม

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

(ชมคลิป) สุดเศร้ากลุ่มออมทรัพย์เกิน100ชีวิตหมดกำลังใจพึ่งศาลพระพรหมขอคนดีช่วย ก่อนยื่นหนังสือถูกเบี้ยวเงินกว่า5ล้าน


 (ชมคลิป) สุดเศร้ากลุ่มออมทรัพย์เกิน100ชีวิตหมดกำลังใจพึ่งศาลพระพรหมขอคนดีช่วย ก่อนยื่นหนังสือถูกเบี้ยวเงินกว่า5ล้าน



  ประพันธ์  ฤทธิวงศ์  / บก.เวปปลายด้ามขวาน@ชายแดนใต้ / ภาพข่าว





        เมื่อวันที่13 พ.ย.2561 เวลา08.30น.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานเทศบาลตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส สมาชิกกลุุ่มออมทรัพย์เทศบาลตำบลรือเสาะกว่า100คน ได้ร่วมกันพนมมือตั้งใจกราบสักการะศาลพระพรหมเทศบาลตำบลรือเสาะ


       

       ก่อนเดินทางไปศูนย์ดำรงธรรมนราธิวาส เพื่อยื่นหนังสือร้องแก้ปัญหาถูกเบี้ยวเงินกว่า5ล้านบาท ในที่ห้องประชุมปริวรรตวรวิจิตร ชั้น 4 ศาลากลาง อ.เมืองนราธิวาส กลุ่มสมาชิกออมทรัพย์เทศบาลตำบลรือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ประกอบด้วยพนักงาน เจ้าหน้าที่ ลูกจ้างจำนวนกว่า 100 คน เข้ายื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.นราธิวาส


     
        โดยมีนายฉัตรชัย อุตสาหะ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนสมาชิก พร้อมนายประภาศ มากทอง หัวหน้าสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส ร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกเพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกัน



       ซึ่งกลุ่มออมทรัพย์พนักงานเทศบาลตำบลรือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยยังเป็นสุขาภิบาล ตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินออมและแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องการเงิน และยังเป็นช่องทางในการออมเงินของสมาชิกอีกทางหนึ่ง


    


        ซึ่งได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 129 คน  ซึ่งเป็นพนักงานเทศบาล พนักงานรับจ้าง ของเทศบาลตำบลรือเสาะ โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อดำเนินการบริหารจัดการกลุ่มออมทรัพย์ ประกอบด้วยคณะกรรมการ 2 ฝ่าย


         ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์คณะกรรมการประจำกลุ่มได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกกลุ่มว่ามีความผิดปกติในการดำเนินงานเกี่ยวกับการเงิน ส่งผลทำให้มีกรรมการร้องขอให้มีการเปิดประชุมสมาชิกขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.2561 ขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา


   

               ไม่เคยมีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว โดยในที่ประชุมนางรวีวรรณ สุลำนาจ เจ้าหน้าที่การเงินของกลุ่มได้ชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานและเกี่ยวกับการเงิน โดยได้แจกเอกสารเกี่ยวกับรายรับ รายจ่ายของกลุ่มฯ ปรากฏว่าเงินได้หายไปจากบัญชีของกลุ่มสมาชิกฯเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท

                   ซึ่งนางรวีวรรณ สุลำนาจ เป็นเจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้จัดทำบัญชีรับจ่ายและดำเนินการเพื่อเบิกถอนเงิน ไม่สามารถตอบคำถามของสมาชิกได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวหายไปไหน หายไปได้อย่างไร แต่นางรวีวรรณ ได้พูดรับปากในที่ประชุมกับสมาชิกว่า จะรับชดใช้เงินให้แต่เพียงผู้เดียว พร้อมทั้งได้ขอระยะเวลาไปหาตัวเลขที่แน่นอน


      

          โดยขอเวลา 1 เดือน ถึงวันที่ 31 พ.ค.2561 และจะมาชี้แจงให้สมาชิกทราบ ต่อมาเทศบาลตำบลรือเสาะ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์ตำบลรือเสาะ เพื่อหาข้อเท็จจริงจากเรื่องที่เกิดขี้น
        ต่อมาเมื่อ 31 พ.ย.2561 ได้มีการเปิดประชุมกลุ่มออมทรัพย์อีกครั้ง นางวีรวรรณ ได้มาชี้แจงว่ายอดบัญชียอดเงินยังไม่นิ่ง ไม่สามารถจะชดใช้เงินเข้าหุ้นคืนให้กับสมาชิกได้ และอ้างว่าจะต้องรอผลการสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน ทำให้สมาชิกเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
        ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปผลการสอบนางวีรวรรณ และสมาชิกบางส่วนปรากฏว่า นางวีรวรรณ ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้นำไปใช้แต่เพียงผู้เดียว พร้อมแจ้งคณะกรรมการว่า จะเป็นผู้ชดใช้เงินคืนให้แก่สมาชิก แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงิน วันเวลาที่ชัดเจน


      จากนั้นสมาชิกจำนวน 99 คน ได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.รือเสาะ ให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ โดยเจ้าพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนกรรมการทั้ง 7 คน รวมทั้งสอบสวนสมาชิกทั้ง 99 คน และได้สรุปสำนวนคดีส่งฟ้องต่อศาลอัยการ ต่อมาประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ทางอัยการได้ส่งเรื่องกลับมาที่เจ้าพนักงานสอบสวนแจ้งถึงข้อบกพร่องเกี่ยวกับพยานหลักฐานของคดี

         และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 เจ้าพนักงานสอบสวนได้มาประชุมชี้แจงให้กับสมาชิกออมทรัพย์ทราบถึงแนวทางในการดำเนินคดีของกลุ่มว่ายังขาดหลักฐานที่จะเอาผิดกับผู้กระทำผิด โดยให้ทางกลุ่มหาหน่วยงานเพื่อมารับรองบัญชีของกลุ่ม
        ในการนี้ทางสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์จึงเรียนมาเพื่อร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเสียหายซึ่งมีจำนวน 129 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยหวังที่จะนำเงินที่เก็บออมมาเป็นทุนใช้จ่ายในยามเกษียณ ดังนี้
         1.ดำเนินการเรียกตัวนางรวีวรรณ สุลำนาจ มาเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้สินคืนให้แก่สมาชิก 2.ดำเนินการประสานสำนักงานตรวจสอบบัญชี เพื่อเข้ามาตรวจสอบบัฐขีของกลุ่มออมทรัพย์ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย ไม่สามารถจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีดังกล่าวได้
          นายฉัตรชัย อุตสาหะ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ขั้นต้นนี้อยากจะให้สมาชิกได้มีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ เพื่อง่ายต่อการเข้าดำเนินการจากสหกรณ์จังหวัด ซึ่งตอนนี้ทางกลุ่มออมทรัพย์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ซึ่งทางสหกรณ์จังหวัดยังไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการใดๆได้

          และทางสำนักงานจังหวัดจะทำการบันทึกข้อมูลทั้งหมดในการประชุมร่วมกันในวันนี้ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหาทางให้สำนักตรวจบัญชีสามารถเข้าไปดำเนินการอย่างใดได้บ้าง พร้อมกับให้ทางสหกรณ์จังหวัดลงไปพูดคุยด้วยอีกทางหนึ่งด้วยว่าจะสามารถลงไปช่วยตรวจบัญชีได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ได้ ทางสหกรณ์อาจจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยตรวจให้
         เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องของการจ้างคนตรวจบัญชี ถ้าทางผู้ตรวจบัญชีไม่มีอำนาจตรวจสอบ ทางสหกรณ์จังหวัดอาจจะส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วย ประเด็นที่ 2 เรื่องของการไกล่เกลี่ยปัญหาทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ถ้าได้ข้อสรุปเรียบร้อย ทางจังหวัดจะมอบให้ท้องถิ่นลงไปช่วยในเรื่องของการไกล่เกลี่ย
           ด้านนายประภาศ มากทอง สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า หลังทราบเรื่องว่ามีสหกรณ์ออมทรัพย์เทศบาลรือเสาะ ในพื้นที่ อ.รือเสาะ มีปัญหา ได้ทำการตรวจสอบในระบบการจดทะเบียนสหกรณ์ไม่พบชื่อดังกล่าวเพราะทางกลุ่มออมทรัพย์ไม่ได้มีการจดทะเบียนขึ้นเป็นสหกรณ์ไว้ในระบบ แต่จะดูว่าจะสามารถเข้าให้การช่วยเหลือได้อย่างไรบ้างตามอำนาจที่พอจะช่วยเหลือได้ต้องมาพูดคุยกัน


          

           น.ส.ไขนภา แก้วสีดำ ผู้เสียหายกล่าวว่า ทุกวันนี้หลายๆคนที่มานั่งรวมตัวกันในวันนี้ทำงานกับทางสุขภิบาลตำบลมาจนถึงทุกวันนี้ถูกยกระดับเป็นเทศบาลตำบลรือเสาะ เก็บออมเงินมาเพื่อหวังจะนำมาใช้เป็นทุนใช้ในวัยเกษียณ แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นศูนย์ ซึ่งที่มากันในวันนี้ยอมรับว่ามีความหวังที่น้อยนิด ไร้ที่พึ่งไม่รู้จะไปพึ่งใครได้อีกแล้ว

            จึงมาขอความเมตตาช่วยเหลือจากหน่วยงานทางราชการเป็นที่สุดท้าย เพราะคนที่กระทำผิดเขายังใช้ชีวิตลอยนวล อยู่อย่างมีความสุข ใช้เงินสุขสบาย ซึ่งเป็นเงินของสมาชิกฯแต่สมาชิกทั้งหลายกลับไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้น
            ส่วนผู้เสียหายอีก 1 ราย เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า การมายื่นหนังสือในวันนี้ อย่างน้อยอยากจะให้หน่วยงานราชการได้รับรู้ ในเมื่อดำเนินการทางกฏหมายแล้วยังไม่คืบหน้า จึงอยากให้สังคมได้รับรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในเทศบาลเล็กๆอย่างนี้ ทำให้คนหลายคนเดือดร้อน น้ำตานองแก้ม โดยคนเพียงคนเดียวเอาเงินเราไปเท่าที่รู้ จำนวนหลายล้านบาท บางคนบอกว่าจำนวนเงินมากถึง 6 – 7 ล้าน จึงอยากวิงวอนขอให้ทางราชการเข้ามาดูแลและช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านด้วย

0 ความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...