จำนวนผู้เข้าชม

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แจ้งความ “ผู้จัดการออนไลน์” ต้องขอบคุณกองทัพที่ไม่ใช้ “อำนาจ” โดยมิชอบ

แจ้งความ ผู้จัดการออนไลน์” ต้องขอบคุณกองทัพที่ไม่ใช้ อำนาจ” โดยมิชอบ 


คอลัมน์  :  จุดคบไฟใต้
โดย...ไชยยงค์  มณีพิลึก

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเดินหน้าต่อไปตามการกำหนดของ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากการวางระเบิด จยย.บอมบ์ที่ตลาดพิมลชัย เขตเทศบาลนครยะลา ไปสู่การวางระเบิดแสวงเครื่องที่หน้าโรงเรียนบ้านซีเยาะ หมู่ที่ 5 ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งได้ บ่งบอกอะไรกับคนในพื้นที่และหน่วยงานความมั่นคงมากมาย

ถ้าจะให้บ่งบอกแบบไม่มี บีอาร์เอ็นฯแล้วก็ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นเรื่องของการ แก้แค้นส่วนตัวหรือเป็นเรื่องของ ตระกูลใหญ่ 4-5 ตระกูลซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลเป็นผู้สั่งการให้ก่อเหตุความรุนแรง เพื่อสร้างสถานการณ์ อันเป็นการทำลายเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นก็น่าจะได้

แต่ถ้ามองแบบมีเลศนัยและมองว่าการก่อเหตุทั้ง 2 ครั้งเป็นฝีมือของขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือเป็นการสั่งการของบีอาร์เอ็นฯ ก็จะมีคำตอบกับสังคมในทั้ง 2 เหตุการณ์ว่า เป็นการก่อเหตุเพื่อทำลาย ข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมโดยเฉพาะกระบวนการ พูดคุยสันติสุข

เนื่องจากตลาด โรงเรียนและศาสนสถาน ล้วนเป็นพื้นที่ที่ถูกเรียกร้องจากภาคประชาสังคมให้เป็น พื้นที่ปลอดภัยหรือ เซฟตี้โซนแต่การก่อเหตุทั้ง 2 ครั้งกลับเป็นการ จงใจที่จะก่อเหตุในพื้นที่ ซึ่งถูกเรียกร้องให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยนั่นเอง

วันนี้พื้นที่ที่ถูกเรียกร้องให้เป็นที่ปลอดภัยถูกทำลายไปแล้ว 2 แห่งคือ ตลาดกับ โรงเรียนจึงยังเหลือเพียง ศาสนสถานอันหมายถึง วัดและ มัสยิดที่ยังไม่การก่อเหตุ ซึ่งก็ประมาทไม่ได้ว่าโจรใต้จะไม่มีการปฏิบัติการในสถานที่เหล่านั้น

ดังนั้น ปฏิบัติการทั้ง 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกันในพื้นที่ จ.ยะลา จึงเป็นการ ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว

นั่นคือ การทำลายความเชื่อมั่นในการป้องกันเหตุของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และการทำลายความเชื่อมั่นของการกำหนดพื้นที่เซฟตี้โซนของคณะพูดคุยสันติสุข ซึ่งกำลังดำเนินการในการจัดตั้ง สำนักงานเพื่อเป็นที่ปฏิบัติหน้าที่ของคณะเจ้าหน้าที่ในการพูดคุยเพื่อกำหนดพื้นที่ปลอดภัย หรือเซฟตี้โซน ระหว่างคณะพูดคุยของรัฐบาลไทย กลับกลุ่มมาราปาตานี

สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือ ก่อนการวางระเบิดตลาดพิมลชัย ผู้ใหญ่ในกองทัพมีการให้สัมภาษณ์สื่อแบบถี่ๆ ว่า สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบีอาร์เอ็นฯ เพราะขบวนการแบ่งแยกดินแดนหมดไปจากจังหวัดชายแดนภาคใต้นานแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีเหตุ จยย.บอมบ์เกิดขึ้น กลางเมืองยะลา

ข้อสังเกตต่อมา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พยายามในการ สร้างภาพให้เห็นถึงความสงบสุข และความก้าวหน้าในการให้กระบวนการสร้างสันติวิธีเพื่อการดับไฟใต้ ด้วยการจัดงาน พาคนกลับบ้านอย่างหะรูหะรา เพื่อตอกย้ำให้สังคมเห็นถึงความสำเร็จ

แต่คล้อยหลังเพียงไม่กี่วันก็มีเหตุระเบิดแสวงเครื่องที่หน้าโรงเรียนบ้านซีเยาะขึ้น เหมือนกับเป็นการจงใจที่จะให้คำตอบกับสังคมว่า ขบวนการแบ่งแยกดินแดนยังมีการเคลื่อนไหว และยังสามารถก่อเหตุเพื่อสร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

และสิ่งที่ออกมา ตอกย้ำให้เห็นว่า ความไม่สงบยังคงมีอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ การที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า จากการตรวจสอบเว็บไซต์ของ กลุ่มรัฐอิสลามหรือ ไอเอสที่พบว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ของกลุ่มไอเอสเพิ่มขึ้นจาก 100,000 เว็บไซต์ เป็น 200,000 เว็บไซต์ และเคลื่อนไหวอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถึง 50 เว็บไซต์

แน่นอนว่าข่าวนี้ไม่ใช่ ข่าวดีกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ถึงจะเป็น ข่าวร้ายก็เป็นเรื่องที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องรับรู้ เพราะนี่คือการเคลื่อนไหวของ สงครามการก่อการร้ายโดยการใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือใช้โลกของไซเบอร์ในการขยายพื้นที่ก่อการร้ายและการปลุกระดม เพื่อ ปลูกฝังความคิด ความเชื่อ ในการชักนำคนเข้าสู่ขบวนการของรัฐอิสลามหรือไอเอส ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลที่สร้างความปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้

การถอยร่นหรือข่าวการ ยะญ่ายพ่ายจะแจของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส หรือไอซิส ในประเทศซีเรียและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง ไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

เพราะวันนี้กองกำลังส่วนหนึ่งของไอเอสเคลื่อนไหวอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว แม้ว่าสงครามการระหว่างไอเอส กับกองทัพฟิลิปปินส์จะจบลงที่ชัยชนะของฝ่ายหลัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าขบวนการรัฐอิสลามจะหมดไป และจะไม่สามารถขยายตัว อีกทั้งแน่นอนว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือหนึ่งในพื้นที่ เป้าหมายของขบวนการรัฐอิสลาม

ความจริงแล้วความเคลื่อนไหวของทุกขบวนการที่มีเป้าหมายในการก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น โดยข้อเท็จจริงต้องให้ประชาชนได้มีส่วนในการรับรู้ และต้องรับรู้อย่าง เข้าใจเพื่อที่คนในพื้นที่จะได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือกับรัฐหรือกับกองทัพในการที่จะยุติการก่อการร้ายที่เกิดขึ้น

แต่น่าเสียดายที่ความคิดของรัฐบาลและของกองทัพไม่ได้คิดถึง ข้อดีของเรื่องนี้
แต่กลับคิดว่าการ ปกปิดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อมิให้ประชาชนรับรู้เป็นสิ่งที่ดีกว่า สุดท้ายจึงกลายเป็นว่ารัฐบาลและกองทัพมีส่วนในการช่วยเหลือขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ก่อการร้าย วางระเบิด เข่นฆ่าผู้คนด้วยการปกปิด และสร้างความ ไขว้เขวว่าสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนหรือบีอาร์เอ็นฯ

ทั้งที่ความจริง ณ วันนี้สถานการณ์ของบีอาร์เอ็นฯ ทั้งในทาง การทหารและ การเมืองไม่ได้เปรียบ กอรมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แม้แต่นิดเดียว สงคราม 1,000 วันผ่านไปด้วยความ ล้มเหลวและ หลอกลวงสมาชิกรุ่นเก่าเบื่อหน่าย จึงต้องการสร้างเซลล์ใหม่ๆ เข้าสู่ขบวนการ ซึ่งก็มาจากการหลอกลวงด้วยการใช้ยุทธศาสตร์ มาลายู อิสลาม ปาตานีซึ่งเป็นลูกไม้เก่าๆ เหมือนเดิม

บีอาร์เอ็นฯ โชคดีคือ ในขณะที่ เพลี่ยงพล้ำทั้งการเมืองและการทหาร หน่วยงานความมั่นคงของรัฐกลับไม่รู้จัก ซ้ำเติมด้วยการนำความจริง ซึ่งเป็นความ ชั่วร้ายความ เจ้าเล่ห์ของบีอาร์เอ็นฯ มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้ แต่กลับไปปกป้องว่าความเลวร้ายทั้งหมดไม่ใช่การกระทำของบีอาร์เอ็นฯ จนกลายเป็น เกราะกำบังให้กับศัตรูของประเทศชาติ

และปรากฏการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์นี้คือ การที่ พล.ต.หาญพล เพชรม่วง ผบ.หน่วยเฉพาะกิจที่ 43จ.ปัตตานี ซึ่งเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี เพื่อให้เอาผิดกับ ผู้จัดการออนไลน์ซึ่งได้นำเสนอข่าวในประเด็นที่มีผู้เปิดเผยว่า ถูกซ้อมทรมานจากเจ้าหน้า

นี่คือความขัดแย้งที่เกิดจาก สงครามข่าวสารระหว่าง กองทัพกับ สื่อมวลชน
ถือเป็นเรื่องปกติของการรายงานข่าวที่ย่อมมี 2 ด้านเสมอ เมื่อกองทัพเสียหายจากการนำเสนอข่าวนั้น ก็มีสิทธิในการที่จะใช้กระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้น ในขณะที่สื่อก็มีความพร้อมที่จะให้ตรวจว่า ข่าวที่นำเสนอไปเป็นเรื่อง เท็จหรือเป็นเรื่อง จริง

ต้องขอบคุณกองทัพที่เปิดโอกาสให้ใช้กระบวนการทาง กฎหมายเพื่อเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง และปกป้อง เกียรติยศของหน่วยงาน แทนที่จะใช้ อำนาจโดยมิชอบ

ทั้งหมดคือ ปรากฏการณ์ของสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ ตอกย้ำให้ได้รับรู้ว่า วันนี้เราต้องอยู่กับ ความเป็นจริงที่บอกให้เรารู้ว่า ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยัง เดินหน้าต่อไปและยังต้องใช้เวลาในการในการแก้ปัญหาอีกยาวนาน และนอก

จากนั้นยังเป็นการตอกย้ำในข้อเท็จจริงที่ว่า กระบวนการสร้างภาพไม่ใช่หนทางของการดับไฟใต้อย่างแน่นอน


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...